SCB EIC วิเคราะห์ เร่งปั้นวัสดุก่อสร้างสีเขียว รับกระแสอาคารรักษ์โลก

Building News / ข่าวหมวดอาคารทั่วไป

แม้การก่อสร้าง green building จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าอาคารทั่วไป แต่ประโยชน์ที่ได้รับจากการลดลงของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการเพิ่มขึ้นของค่าเช่าอาคารนั้นเป็นสาเหตุให้ green building ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งในแง่ของจำนวนอาคารและพื้นที่การก่อสร้าง

อีไอซีมองผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างโดยส่วนใหญ่มีการออกแบบและพัฒนาสินค้าของตนเองให้ตรงกับมาตรฐานของ LEED และ TREE แต่มีเพียงผู้ประกอบการไม่กี่รายเท่านั้น ที่มีการสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างจริงจังว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้นเป็น green materials ที่สามารถใช้ในการก่อสร้าง green building ได้

Green building ในไทยยังขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศอย่างในสหรัฐฯ ที่ภาครัฐให้การสนับสนุนทั้งในรูปแบบของสิทธิพิเศษทางภาษีและการสนับสนุนด้านอื่นๆ

ท่ามกลางกระแสการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันอาคารเขียว (green building) หรืออาคารที่ได้รับการออกแบบมาให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการใช้งานทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้นเริ่มเป็นที่เห็นกันได้มากขึ้นในไทยทั้งนี้ จากข้อมูลของสถาบันผู้รับรองการเป็น green building อย่าง U.S. Green Business Council (USGBC) ผู้พัฒนามาตรฐาน Leading in Energy & Environment Design (LEED) ของสหรัฐฯ และ Thai Green Building Institution (TGBI) ผู้พัฒนามาตรฐาน Thai’s Rating of Energy and Environment Sustainability (TREE) ของไทย พบว่าจำนวนอาคารที่ได้รับการรับรองรวมถึงที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการรับรองให้เป็น green building ในไทยนั้นเพิ่มขึ้นมากในแต่ละปี จาก 6 อาคาร ในปี 2007 เป็น 243 อาคาร ในปี 2015 และคาดว่าจะสูงขึ้นเป็น 294 อาคาร ในปี 2016 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึง 54% ต่อปี โดยมีพื้นที่การก่อสร้างเพิ่มขึ้นจาก 4 หมื่นตารางเมตร ในปี 2007 เป็น 4.3 ล้านตารางเมตร ในปี 2015 และคาดว่าจะสูงเกิน 5.0 ล้านตารางเมตร ได้ในปี 2016 เติบโตเฉลี่ยถึง 71% ต่อปี ทั้งนี้ สามารถแบ่งประเภทของ green building ในไทยได้เป็นอาคารสำนักงานเกือบ 40% ร้านค้าปลีก ร้านขายของ 30% และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย โรงแรม และสถานศึกษาอีกประมาณ 30%

แม้ต้นทุนค่าก่อสร้าง green building จะสูงกว่าอาคารทั่วไป แต่ประโยชน์ที่มากกว่าทำให้จำนวนอาคารขยายตัวขึ้นมากในปัจจุบัน ทั้งนี้ ในด้านของต้นทุนการก่อสร้างพบว่า ค่าก่อสร้าง green building โดยเฉลี่ยในไทยนั้นอยู่ที่ประมาณ 20,700 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งสูงกว่าการก่อสร้างอาคารทั่วไปที่มีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยเท่ากับ 19,700 บาทต่อตารางเมตร หรือประมาณ 5.2% เนื่องจากการก่อสร้าง green building จำเป็นต้องมีการเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง การออกแบบอาคารและงานระบบ รวมถึงค่าธรรมเนียมในการขอรับการรับรองตามมาตรฐาน LEED หรือ TREE ซึ่งล้วนแต่ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เจ้าของ green building จะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการใช้งานอาคารทั้งในรูปแบบที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน โดยประโยชน์ในรูปตัวเงิน เช่น 1) การลดลงของค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการอาคาร เช่น ค่าไฟฟ้าและน้ำที่สามารถลดลงได้ราว 10% หรือประมาณ 90 บาทต่อตารางเมตรต่อปี ใน 1 ปี และสามารถลดได้สูงสุดราว 21% หรือประมาณ 180 บาทต่อตารางเมตรต่อปี ใน 5 ปี หลังการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ โดยตัวเลขดังกล่าวค่อนข้างใกล้เคียงกับการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของ green building ที่เป็นที่รู้จักกันอย่าง Energy Complex ซึ่งมีพื้นที่อาคารประมาณ 1.92 แสนตารางเมตร และสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการบริหารอาคารได้ถึง 28 ล้านบาทต่อปี หรือราว 146 บาทต่อตารางเมตรต่อปี และ 2) อัตราค่าเช่าสำนักงานของอาคารที่สูงกว่าอาคารชั้นดีทั่วไปในพื้นที่เดียวกันอยู่ราว 30% หรือราว 230 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ในขณะที่ประโยชน์ที่ไม่ใช่ตัวเงินนั้นสามารถวัดได้จากผลิตภาพของพนักงาน (productivity) ที่ทำงานอยู่ใน green building ที่สูงกว่าพนักงานที่ทำงานในอาคารทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนจากสถิติการลาและการเจ็บป่วยจากโรคภัยจากในอาคาร (sick building syndrome)

ผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างควรปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามมาตรฐาน LEED และ TREE เพื่อรองรับความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green materials) ที่มากขึ้นตามการขยายตัวของ green building ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ที่ผู้ประกอบการควรนำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาวัสดุก่อสร้างนั้นมีอยู่ 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ 1) พลังงานและบรรยากาศ (Energy and Atmosphere : EA) เช่น การพัฒนากระจกอนุรักษ์พลังงานที่สามารถสะท้อนไม่ให้รังสีความร้อนเข้ามายังอาคาร ในขณะที่ยังยอมให้แสงผ่านเข้ามาในอาคารได้ เป็นการช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งจากเครื่องปรับอากาศและระบบแสงสว่างของอาคาร 2) วัสดุและทรัพยากร (Materials and Resources: MR) เช่น การพัฒนาวัสดุก่อสร้างให้มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิล (recycled content) หรือในกรณีวัสดุก่อสร้างจำพวกไม้ก็จำเป็นต้องผ่านมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน (The Forest Stewardship Council: FSC) เพื่อลดความสิ้นเปลืองจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และ 3) คุณภาพของสภาพแวดล้อมภายในอาคาร (Indoor Environmental Quality : IEQ) เช่น การพัฒนาวัสดุก่อสร้างจำพวกสีทาอาคาร ไม้แปรรูป และฉนวนกันความร้อน ให้มีการปล่อยสารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds : VOCs) ในระดับต่ำ เนื่องจากสาร VOCs สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ที่อาศัยภายในอาคาร ทั้งโรคทางเดินหายใจ หรือทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ทั้งนี้ ในปัจจุบันพบว่าวัสดุก่อสร้างของผู้ประกอบการบางรายนั้นมีคุณสมบัติตรงกับเกณฑ์การประเมินดังกล่าว หรือเรียกได้ว่าเป็น green materials แล้ว ไม่ว่าจะเป็น คอนกรีตผสมเสร็จ และกระจกฉนวนกันความร้อนโลว-อี ที่สามารถสะท้อนความร้อนไม่ให้เข้

16/11/2559  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (16 พฤศจิกายน 2559)

ผู้สนับสนุน