ปตท.ตั้งเป้าขายแอลพีจีปีนี้โต 1% สวนทางตลาดติดลบ

Oil & Gas News / ข่าวหมวดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ปตท.ตั้งเป้ายอดขายแอลพีจีปีนี้โต 1% สวนทางภาพรวมตลาดที่หดตัว 1-2% โดยวางแผนนำธุรกิจเสริมเข้าปั๊มแอลพีจี และเร่งเปลี่ยนวาล์วระบบ Check Lock Valve ที่เพิ่มความปลอดภัยในถังก๊าซแอลพีจี

นายมุนินทร์ ไตรภพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดพาณิชย์ บมจ.ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายธุรกิจก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เติบโตขึ้น 1% สวนทางกับภาพรวมตลาดแอลพีจีในประเทศที่โตลดลง 1-2% เนื่องจากมีการแข่งขันมากในตลาดภาคขนส่ง เพราะผู้ประกอบการปั๊มแอลพีจีต้องการรักษายอดขายไว้ ทำให้มีการตัดราคาขายกันมากขึ้น

ทั้งนี้ ปตท.จะไม่ใช่ผู้นำในการตัดราคาแต่จะนำธุรกิจที่ไม่ใช่กับน้ำมัน (non oil) เข้ามาเสริมในปั๊มแอลพีจีเพื่อช่วยดีลเลอร์ยังอยู่ในธุรกิจได้ ส่วนกรณีที่รัฐจะทบทวนค่าการตลาดแอลพีจีนั้น ทาง ปตท.ก็พร้อมปฏิบัติตามในฐานะเป็นกลไกของรัฐ แต่หากมีการปรับลดค่าการตลาดลงมากจะทำให้ผู้ประกอบการต้องปิดตัวไปเพราะปัจจุบันรถยนต์ก็เติมแอลพีจีน้อยลงอยู่แล้ว

นายมุนินทร์กล่าวต่อไปว่า ธุรกิจแอลพีจีของประเทศมีอยู่ 3 ตลาดคิดเป็นปริมาณการใช้อยู่ราว 4,100 ล้านกิโลกรัม/ปี (ไม่รวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี) แบ่งเป็นตลาดภาคครัวเรือน 2,100 ล้านกิโลกรัม/ปี ปตท.มีส่วนแบ่งตลาดกลุ่มนี้ 48% หรือราว 1,000 ล้านกิโลกรัม/ปี ส่วนภาคขนส่ง ภาพรวมตลาดอยู่ที่ 1,400 ล้านกิโลกรัม/ปี เป็นยอดขายของ ปตท.250 ล้านกิโลกรัม/ปี และภาคอุตสาหกรรม ประมาณ 600 ล้านกิโลกรัม/ปี เป็นยอดขายของ ปตท.300-320 ล้านกิโลกรัม/ปี

ทั้งนี้ ประเมินว่าปีนี้ธุรกิจ LPG ของ ปตท.ในส่วนของภาคครัวเรือนจะเติบโตราว 1% ซึ่งเป็นการเติบโตเท่ากับตลาดที่คาดว่าโต 1% ในปีนี้, ภาคขนส่งของ ปตท.คาดว่าจะปรับตัวลงน้อยกว่าตลาด ที่คาดว่าจะหดตัวลง 10% ในปีนี้ เนื่องมาจากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ระดับต่ำ และภาคอุตสาหกรรม คาดว่าจะเติบโตเท่ากับตลาดที่คาดขยายตัว 3% ในปีนี้

สำหรับแผนธุรกิจของ ปตท.ในปีนี้ บริษัทจะรักษาการเติบโตของแอลพีจีภาคครัวเรือนให้เท่ากับตลาดรวมที่โต 1% โดยตั้งงบดูแลถังให้ได้มาตรฐานตามกฎหมาย ทำลายถังและเปลี่ยนวาล์วถังก๊าซแอลพีจีปีละ 700-800 ล้านบาท รวมทั้งจะดำเนินการเปลี่ยนวาล์วถังก๊าซแอลพีจีแบบเดิมทั้งหมดในท้องตลาด 15 ล้านใบเป็นแบบระบบ Check Lock Valve เพื่อแก้ปัญหาวาล์วของถังค้าง และคลายตัวเมื่อเกิดอุบัติเหตุในระหว่างการขนส่งจนเป็นเหตุให้ก๊าซฯ รั่วไหล ให้ครบหมดภายใน 6 ปีข้างหน้าซึ่งได้เริ่มดำเนินการเปลี่ยนมาตั้งแต่ปี 2559

ส่วนถังก๊าซแอลพีจีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากถังเหล็กเป็นถังก๊าซคอมโพสิต ผลิตจากโพลิเมอร์และไฟเบอร์กลาส และมีน้ำหนักเบา ไม่เป็นสนิม ทนต่อการกัดกร่อน มีอายุการใช้งานนาน โดยการเปลี่ยนถังดังกล่าวเพื่อป้องกันการนำถังก๊าซแอลพีจีซึ่งเป็นถังเหล็กไปก่อเหตุรุนแรง โดยปัจจุบันได้เปลี่ยนถังในพื้นที่ไปแล้วกว่า 5 หมื่นใบ รวมทั้งมีแผนนำถังคอมโพสิตมาเจาะตลาดเชิงพาณิชย์สำหรับพื้นที่อื่น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบซึ่งคาดว่าจะนำออกจำหน่ายได้ภายในไม่เกินปีนี้

ส่วนภาคขนส่งนั้น ปตท.มีสถานีบริการแอลพีจีกว่า 240 แห่ง ซึ่งเป็นสถานีบริการของดีลเลอร์ทั้งหมด ก็มีแผนจะนำธุรกิจนอนออยล์ เข้าไปเสริมในสถานีบริการมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 30 แห่ง แต่ยืนยันว่าจะไม่นำหัวจ่ายน้ำมันเข้าอยู่ภายในสถานีบริการแอลพีจีเหมือนผู้ค้ารายอื่น

ด้านภาคอุตสาหกรรมคาดว่าตลาดไม่ได้ขยายตัวมาก เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิง แต่ก็ยังมีโอกาสขยายตัวจากโรงงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นในชุมชน อาจหันมาเปลี่ยนเป็นแอลพีจีที่เป็นเชื้อเพลิงสะอาดแทน

ส่วนกรณีนโยบายกระทรวงพลังงานที่กำลังศึกษาเรื่องศูนย์ซ่อมกลางถังก๊าซ แอลพีจีและการเปิดเสรีโรงบรรจุก๊าซแอลพีจีให้ข้ามแบรนด์ได้นั้น ปตท.พร้อมให้ความร่วมมือแต่ก็ขอดูหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด ซึ่งปัจจุบันปตท.มีโรงบรรจุก๊าซ176 แห่งทั่วประเทศและศูนย์ซ่อมบำรุงถังแอลพีจีกระจายอยู่ทั่วภูมิภาค

10/1/2561  MGR Online (10 มกราคม 2561)

ผู้สนับสนุน