GGC อัดงบ 7 พันล้านลุย 4 โครงการ

Oil & Gas News / ข่าวหมวดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

โกลบอลกรีนเคมิคอลทุ่ม 7 พันล้านลุย 4 โครงการ ประเดิมโครงการเมทิลเอสเทอร์แห่งที่2 เสร็จไตรมาส 3 นี้ ส่วนโครงการโอลิโอเคมิคอลเกรดพิเศษและกลีเซอรีนบริสุทธิ์จ่อชงบอร์ดเพื่ออนุมัติกลางปีนี้

นายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GGC) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนลงทุน 4 โครงการ รวมวงเงินราว 7 พันล้านบาท ได้แก่โครงการผลิตเมทิลเอสเทอร์ (ME) หรือไบโอดีเซล แห่งที่ 2 ใช้เงินลงทุน 1.6 พันล้านบาท คาดว่าจะผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 3/61 เร็วกว่าแผนเดิมที่เคยกำหนดเสร็จไตรมาส 4 ปีนี้ โดยเมทิลเอสเทอร์ แห่งที่ 2 ที่ผลิตได้จะเน้นส่งออกทั้งหมด

ปัจจุบันน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ซึ่งเป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซล (บี100) อยู่ในภาวะล้นตลาดมีอยู่ราว 4 แสนตัน/ปี จากปกติอยู่ที่ 2-3 แสนตัน ดังนั้นจึงอยากให้ภาครัฐเป็นตัวกลางที่จะหารือกับบริษัทผลิตรถยนต์ให้วางแผนผลิตรถยนต์ที่สามารถใช้น้ำมันดีเซลที่ผสมไบโอดีเซล (บี100) 10% หรือบี10 จากปัจจุบันใช้บี7 อยู่ ซึ่งหากเปลี่ยนมาเป็นบี10 จะช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มดิบที่ล้นตลาดได้เพิ่มขึ้น 4 หมื่นตัน/เดือน โดยปัจจุบันมาเลเซียเตรียมบังคับใช้บี10 อย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ และอินโดนีเซียมีการใช้บี15 ในบางเกาะ และเตรียมบังคับใช้อย่างเป็นทางการเช่นเดียวกัน

โครงการผลิตโอลิโอเคมิคอลเกรดพิเศษ ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าจากบี100 เพื่อใช้ผลิตเป็นครีมทาผลิตภัณฑ์ ผงซักฟอก ฯลฯ ขนาดกำลังผลิต 1.4 หมื่นตัน/ปี มูลค่า 600-900 ล้านบาท คาดว่าจะเสนอคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาอนุมัติในกลางปีนี้ เมื่อได้รับอนุมัติจะใช้เวลาก่อสร้างราว 21-24 เดือน

โครงการผลิตกลีเซอรีนบริสุทธิ์ กำลังผลิต 2 หมื่นตัน/ปี มูลค่าเงินลงทุน 500 ล้านบาท คาดว่าจะชงบอร์ดอนุมัติในไตรมาส 2 นี้ และโครงการไบโอคอมเพล็กซ์ เฟส 1 ที่จังหวัดนครสวรรค์ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการแก้ไข พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อให้สามารถนำน้ำอ้อยไปผลิตผลิตภัณฑ์อื่นได้นอกเหนือน้ำตาลทราย ซึ่งในหลักการได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าในไตรมาส 3 นี้บริษัทจะสามารถเสนอบอร์ดเพื่ออนุมัติได้

โดยโครงการเฟส 1 เป็นการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยจะนำน้ำอ้อยที่หีบได้จากโรงงานมาผลิตเป็นไบโอเอทานอล คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 7 พันล้านบาท โครงการดังกล่าวบริษัทถือหุ้น 50% และที่เหลือบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ซูการ์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (KTIS) ถือหุ้นอยู่

ส่วนโครงการไบโอคอมเพล็กซ์ เฟส 2 จะดำเนินการหลังโครงการเฟส 1 แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นการลงทุนต่อยอดจากเฟส 1 เพื่อลงทุนเคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ คงต้องรออีกระยะหนึ่งราว 2-3 ปี

วันนี้ (9 ม.ค.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด บริษัท ปตท. จำกัด (มหชาน) บริษัทไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท ที พี เค เอทานอล จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการชี้ทิศทางและสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีฐานด้านตัวเร่งปฏิกิริยาและวิศวกรรมปฏิกิริยาเคมีสำหรับอุตสาหกรรมไบโอดีเซล อุตสาหกรรมเอทานอล และอุตสาหกรรมที่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (CAT-REAC industrial project)” หวังลดค่าใช้จ่ายปีละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

โดยระยะแรก สกว.จะสนับสนุนงบประมาณวิจัยปีละ15 ล้านบาทเป็นเวลา 3 ปี และมีบริษัทเอกชนร่วมทุนอีกปีละ 7.3 ล้านบาท รวมงบเฟสแรก 66.9 ล้านบาท

นางสาวดวงพร เที่ยงวัฒนธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สถาบันนวัตกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทางสถาบันนวัตกรรม ปตท.มีภารกิจในการวิจัย นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการพัฒนาและสร้างผลิตภัณฑ์ ตลอดจนกระบวนการใหม่ๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมให้มีคุณภาพมาตรฐานในระดับสากล โดยได้ดำเนินการวิจัยและทดสอบประเมินประสิทธิภาพตัวเร่งปฏิกิริยาและตัวดูดซับให้กับโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ปตท. และบริษัทในกลุ่มนับตั้งแต่ปี 2556-2560 สามารถลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าตัวเร่งปฏิกิริยาจากต่างประเทศรวมถึงลดความสูญเสียเนื่องจากการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาและตัวดูดซับที่มีประสิทธิภาพต่ำได้กว่า 240 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันสถาบันนวัตกรรม ปตท.ยังคงดำเนินการวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

9/1/2561  MGR Online (9 มกราคม 2561)

ผู้สนับสนุน