“ไพรินทร์” เร่ง กทม.รับหนี้สายสีเขียว ประเมินรายได้ ร่วมลงทุนค่าโครงสร้าง

Transportation News / ข่าวหมวดระบบขนส่ง

“ไพรินทร์” นั่งหัวโต๊ะ เร่ง กทม.เคลียร์ปมหนี้โครงสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว 6 หมื่นล้าน สั่งทำตัวเลขการเงินใหม่ หลัง กทม.ประเมินมีรายได้ต่ำโดยขอรัฐอุดหนุน 100% ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ยันท้องถิ่นต้องรับภาระงานโครงสร้างด้วย นัดหารืออีกครั้งสัปดาห์หน้า ขณะที่ กทม.ควรรับภาระไม่น้อยกว่า 20% ด้าน รฟม.ยันแผนสำรองพร้อมเปิด PPP เจรจาตรงบีทีเอส เดินรถ ธ.ค. 61

นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงาน โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ครั้งที่ 1/2561 โดยมีนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร เป็นประธานนั้น ได้ติดตามการดำเนินงานในการให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และสีเขียวใต้ ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ตามมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ที่ให้กระทรวงคมนาคม, รฟม., กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พิจารณาสัดส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของ กทม.ซึ่งมีมูลค่างานโยธาและค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินรวมกันทั้ง 2 สาย ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท

โดยที่ประชุมได้เร่งรัดให้ กทม.ประเมินตัวเลขการเงินใหม่ โดยการประมาณการรายได้ของ กทม. และรายได้ของโครงการสายสีเขียว และให้เสนอการประชุมครั้งต่อไปวันที่ 11 ม.ค. 2561 เพื่อประกอบการพิจารณาในการกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมในการลงทุนของ กทม. และที่รัฐจะอุดหนุน โดยทั้ง สศช., สำนักงบ, สบน.จะได้มีข้อมูลและรายละเอียดที่เพียงพอสำหรับการพิจารณา เนื่องจากตัวเลขที่ กทม.เสนอมานั้น ยังมีรายละเอียดไม่เพียงพอในการพิจารณา

ทั้งนี้ เบื้องต้น กทม.เสนอให้รัฐบาลอุดหนุนการลงทุนงานโยธาโครงสร้างพื้นฐานทั้ง 100% ซึ่งไม่เหมาะสม เพราะจะเป็นตัวอย่างกับท้องถิ่นอื่น เพราะรัฐบาลมีนโยบายในการให้ท้องถิ่นร่วมลงทุนในงานโยธาด้วย ดังนั้น ทาง กทม.จะต้องไปทำตัวเลขฐานะทางการเงินและสัดส่วนที่จะลงทุนงานโยธาที่เหมาะสม และ รมช.คมนาคม ได้เร่งรัดให้ กทม.ทำตัวเลขให้ครบถ้วน และนำเสนอต่อที่ประชุมในสัปดาห์หน้า เพื่อเร่งพิจารณาให้ได้ข้อยุติ เนื่องจากตามกำหนดจะต้องเปิดเดินรถสายสีเขียวใต้ ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ในปลายปี 2561

นอกจากนี้ยังได้แจ้งให้ กทม.ทราบถึงแนวทางสำรองกรณีที่ กทม.ล่าช้า ซึ่ง รฟม.ได้เสนอแผนมายังกระทรวงคมนาคมแล้ว โดย รฟม.ดำเนินการเดินรถรูปแบบ PPP ซึ่งจะเจรจากับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส โดยตรง

“คณะกรรมการกำกับดูแลฯ มีผู้แทนของสภาพัฒน์, สำนักงบประมาณ, สบน.อยู่ด้วย และต้องการเห็นตัวเลขฐานะทางการเงินของ กทม. เพื่อประกอบการพิจารณาว่ารัฐบาลจะอุดหนุนค่าลงทุนโยธาในสัดส่วนเท่าใด ซึ่งข้อมูลที่ กทม.ทำมานั้นยังตัดสินใจไม่ได้”

รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลฯ ระบุว่า หลังจาก คจร.มีมติให้โอนการเดินรถสายสีเขียวให้ กทม.เมื่อเดือน มี.ค. 2559 จนมีการลงนามใน MOU และเจรจาเรื่องโอนหนี้และให้ กทม.ทำรายละเอียดฐานะการเงิน เพื่อส่งให้คณะกรรมการพิจารณาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2560 แต่ไม่มีความคืบหน้า ทำให้ ทั้ง สศช. สำนักงาน สบน.ไม่สามารถพิจารณาสัดส่วนที่เหมาะสมของภาครัฐที่จะอุดหนุนการลงทุนค่าโครงสร้างพื้นฐานได้ โดยตัวเลขที่ กทม.ทำมานั้น นอกจากไม่ชัดเจนแล้วยังประเมินผลประกอบการที่ค่อนข้างต่ำเพื่อให้รัฐอุดหนุน 100% ซึ่งเห็นว่า กทม.ประเมินเฉพาะสีเขียวต่อขยาย ขณะที่ควรประเมินทั้งโครงการที่รวมทั้งสายสีเขียวที่ให้บริการแล้วด้วย เพราะส่วนหัวและท้ายที่ต่อขยายออกมาจะส่งต่อผู้โดยสารเข้าระบบปัจจุบัน ซึ่งประเมินเบื้องต้น กทม. ควรรับภาระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่ต่ำกว่า 20%

อย่างไรก็ตาม จะต้องเร่งสรุปภายในเดือน ม.ค. 2561 เพราะทาง กทม.จะต้องเสนอสภา กทม.ขออนุมัติอีก ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร แต่หาก กทม.ไม่สามารถรับภาระได้ ควรให้ รฟม.ดำเนินการเองซึ่งตามขั้นตอน PPP จะใช้เวลา 1 ปี

5/1/2561  MGR Online (5 มกราคม 2561)

ผู้สนับสนุน