“สมคิด”บุกคมนาคมบี้ประมูลสารพัดเมกะโปรเจ็กต์ให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง เร่งเวนคืนมอเตอร์เวย์บางใหญ่สั่งลุยไทยแลนด์ริเวียร่า

Infrastructure News / ข่าวหมวดงานสาธารณูปโภค

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า การตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายในวันนี้ เป็นการเร่งรัดโครงการที่ยังคั่งค้างอยู่ โดยเฉพาะระยะ 7 – 8 เดือนก่อนการเลือกตั้งนี้ โครงการใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของรัฐบาลจะต้องเป็นไปตามแผนที่วางไว้ จะไม่ให้ดีเลย์เด็ดขาด

อย่างโครงการของกรมทางหลวง (ทล.) มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภารตะวันออก (EEC) แต่โครงการที่ยังล่าช้า เช่น โครงการมอเตอร์เวย์บางใหญ่ – กาญจนบุรี ยังติดปัญหาเรื่องการออก พ.ร.ฎ.เวนคืนนั้น ก็สั่งให้รีบเคลียร์ให้จบ การจัดซื้อจัดจ้างจะได้เกิดขึ้นสักที

ด้านกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ขอให้ไปคิดเรื่องเส้นทางคู่ขนานเลียบชายฝั่งทะเลกับ ถ.เพชรเกษม ที่เป็นเส้นทางในโครงการ “ไทยแลนด์ ริเวียร่า” หรือถนนเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทย เพราะรัฐบาลกำลังมีแผนโปรโมตการท่องเที่ยวภาคใต้อยู่ ตนกำหนดให้เริ่มต้นในปี 2562 เลย เดิมทีอาจจะไม่มีแผน แต่อยากให้ลองปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณดู ซึ่ง ทช.ก็รับปากไปแล้ว

นายสมคิดกล่าวต่อว่า ส่วนโครงการระบบรางจะถือว่าเป็นพระเอกของคมนาคม ภาพรวมตอนนี้ถือว่ามีความคืบหน้าเป็นไปตามเป้าหมายทั้งสายเหนือและอีสาน แต่ตนก็มีข้อเสนอเพิ่มเติมลงไป โดยเฉพาะส่วนที่จะเชื่อมต่อลงไปยังพื้นที่ภาคใต้ต่อไปในอนาคต เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ – หัวหิน ระยะทาง 211 กม. ได้สั่งการให้ศึกษาความเป็นไปได้เพิ่มเติมว่า จะต้องเชื่อมต่อลงไปถึง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อให้รับกับโครงการรถไฟทางคู่ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 167 กม.ที่มีแผนศึกษาว่า จะตัดเข้า จ.ระนอง เพื่อต่อไปยังฝั่งทะเลอันดามัน แต่ก็ต้องศึกษาความเป็นไปได้ก่อน หากเส้นทางนี้ทำไม่ได้ก็อาจจะเอาโครงการรถไฟทางคู่ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 168 กม. เป็นจุดเชื่อมต่อไปยัง จ.ระนองแทน

เพราะหากสามารถเชื่อมต่อทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันได้ ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุด ดังนั้น อย่างน้อยทั้งทางคู่และความเร็วสูงจะต้องถึง จ.สุราษฎร์ธานีก่อน อีกทั้งรัฐบาลกำลังมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ลูปรถไฟตามภาคต่างๆ จะต้องมีความคืบหน้า อย่างน้อยภาคเหนือกับตะวันออก จะต้องมี จึงมีแนวคิดให้เพิ่มโครงการที่เป็นลูปรถไฟภายในปีหน้าให้ได้

โดยให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ปรึกษากับ รฟท. และถ้าโครงการใดที่จะต้องจัดซื้อจัดจ้าง ประมูล หรือเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ขอให้ทำให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในปีหน้าและยังให้กรมการขนส่งทางบกช่วยดูเรื่องศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้า ที่จะเป็นสถานีย่อย (Sub Terminal) สำหรับขนส่งสินค้า ก็เร่งรัดว่าต้องทำให้ดี โครงการใดที่ทำเองไม่ได้ก็เปิดให้เอกชนในระดับโลกเข้ามาประมูล

ส่วนโครงการที่เกี่ยวกับการบิน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ตกลงรับสนามบินไปดูแลเพิ่มอีก 4 แห่ง ได้แก่ 1. ท่าอากาศยานอุดรธานี 2. ท่าอากาศยานสกลนคร 3. ท่าอากาศยานตาก และ 4. ท่าอากาศยานชุมพร จะจัดการเรื่องการประมูลและประกาศ TOR ให้เสร็จภายในปีนี้ ส่วนกระทรวงฯก็ดูแลส่วนที่เหลือไป พร้อมกันนี้ ก็ให้้มีทางเลือกให้ผู้ประกอบการภายนอกที่นอกเหนือไปจาก ทอท. เข้ามาดูแลสนามบินที่มีศักยภาพด้วย

ขณะที่กรมเจ้าท่า อนาคตก็อยากให้คิดภารกิจที่กว้างและใหญ่ขึ้น เพราะมีเส้นทางทะเลที่ต้องดูแลค่อนข้างยาว ในเส้นทางสัตหีบ – หัวหิน เรือที่วิ่งอยู่ต้องหาใหม่หรือไม่? เส้นทางอื่นจากภาคกลางลงไปตามแนวไทยแลนด์ ริเวียร่า จำเป็นต้องมีเส้นทางอื่นหรือไม่? เส้นทางสุราษฎร์ธานี – เกาะสมุย นอกจากเรื่องการให้บริการแล้ว ต้องเพิ่มเส้นทางอีกหรือไม่ เพื่อรองรับความต้องการที่เพียงพอของประชาชน โดยมอบหมายนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ดูแลในประเด็นนี้

นอกจากนี้ นายสมคิดยังระบุอีกว่า ในสัปดาห์หน้าวันที่ 18 ก.ค. จะมีการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเลือกประธานบอร์ดคนใหม่ โดยรัฐบาลส่งชื่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ร่วมเข้าสรรหา โดยคาดว่าจะได้รับเลือกพร้อมกับเปิดตัวกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) คนใหม่ ซึ่งจะช้าไม่ได้ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนโดยกระทรวงการคลัง แต่ขอให้ทำอย่างจริงจัง

“ทั้งหมดนี้จะชักช้าไม่ได้ เพราะเวลาที่เหลือแค่ 7-8 เดือนก่อนเลือกตั้ง ผมไม่อยากให้ปล่อยไว้เฉยๆไปตามกระบวนการของมัน อีกทั้งเศรษฐกิจที่เติบโตในวันนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากโครงการของกระทรวงคมนาคมที่เชื่อมต่อกันได้หมด อะไรที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคมจึงไม่อยากให้ชักช้า อยากให้เร่ง และต้องคิดเป็นภาพใหญ่ทั้งประเทศ ถ้าเราสร้างเส้นทางที่เชื่อมต่อกันได้หมดและเกิดประโยชน์กับภูมิภาค เราจะกลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอย่างแท้จริง ทางเหนือและอีสานเชื่อมกับเส้นทาง Belt and Road ของจีน ทางใต้เชื่อมต่อได้ทั้งสองฝั่งทะเล ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของ CLMV” นายสมคิดระบุในช่วงท้าย

11/7/2561  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (11 กรกฎาคม 2561)

ผู้สนับสนุน