"เอชเซมมอเตอร์" จับกระแสรักษ์โลก เทงบ 200 ล้าน ผุดโรงงานรถกอล์ฟ-สามล้อ-จยย.ไฟฟ้า

Industrial News / ข่าวหมวดงานอุตสาหกรรม

"เอชเซม มอเตอร์" จับเทรนด์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าบูม เทงบฯ 200 ล้านบาท ผุดโรงงานผลิตรถกอล์ฟ-สามล้อ-จยย.ไฟฟ้า ประกาศขึ้นเบอร์หนึ่งภายใน 3 ปี

นายวันชัย ลี้นะวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด ในเครือฮั้วเฮงหลี กรุ๊ป ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์กอล์ฟรถสามล้อ-รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า แบรนด์สยามรถไฟฟ้า หรือตัวย่อ SEV และรถสามล้อแบรนด์สยามรถสามล้อ ภายใต้แบรนด์ STC เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทได้ลงทุน 150-200 ล้านบาท (เฟสแรก) เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตรถไฟฟ้าในเครือทั้งหมดรองรับความต้องการและการ เติบโตของตลาดในประเทศไทย

สำหรับโรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ในเขต อ.บางปะหัน จ.อยุธยา บนเนื้อที่ขนาด 70 ไร่ อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดไลน์การผลิตได้ภายในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ เบื้องต้นคาดว่าจะผลิตรถกอล์ฟไฟฟ้าขนาด 2-6 ที่นั่ง และรถชมวิวขนาด 2-23 ที่นั่งเป็นหลัก โดยมีกำลังผลิตอยู่ที่ 300-500 คัน โดยจะผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายในประเทศทดแทนการนำเข้ามาจำหน่าย

"เดิมก่อนหน้านี้เราเป็นตัวแทนนำเข้ารถไฟฟ้าพวกนี้มาจากเมืองจีน แล้วเรานำมาพัฒนาปรับปรุงรถให้ได้คุณภาพมาตรฐานตรงกับความต้องการของลูกค้า ชาวไทย แต่เนื่องจากบริษัทได้เล็งเห็นโอกาสและเทรนด์การเติบโตความนิยมของรถไฟฟ้าใน อนาคต เราจึงตัดสินใจลงทุนเพื่อตั้งโรงงานและพัฒนาสินค้าขึ้นมาทำตลาดภายใต้แบรนด์ ของคนไทยโดยเฉพาะ"

นายวันชัยกล่าวอีกว่า บริษัทตั้งเป้าว่าภายในระยะเวลา 2-3 ปีจากนี้รถไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ "สยามไฟฟ้า" จะต้องขึ้นแท่นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดให้ได้ โดยปีนี้คาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้น 10 เท่าตัว จากปีก่อนซึ่งมียอดขายที่ 200 คัน โดยจะเพิ่มเป็น 400 คันในปีนี้ แบ่งเป็นรถในตระกูลรถไฟฟ้า ทั้งรถกอล์ฟ รถชมวิว รถสามล้อและรถจักรยานยนต์ จำนวน 300 คัน และรถสามล้ออีก 100 คัน รวมทั้งมีการส่งออกไปจำหน่ายังประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว, กัมพูชาอีกประมาณ 5% และภายในระยะเวลา 3 ปี คาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1,000 คันได้ไม่ยาก

สำหรับมูลค่าความต้องการของตลาดรถกอล์ฟไฟฟ้า คาดว่ามีมูลค่าอยู่ที่ 200 ล้านบาทต่อปี และบริษัทมีส่วนแบ่งอยู่ราว 15% ของตลาดรวม ที่สัดส่วนการจำหน่ายนั้นจะเป็นตลาดรถใหม่ 30% และ รถมือสองซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศอีก 70%

ภายใต้แผนการดำเนินธุรกิจ หลังจากบริษัทได้ตัดสินใจลงทุนตั้งโรงงานผลิตในเฟสแรกแล้ว ในช่วง 2-3 ปีจากนี้ก็จะมีการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตในเฟสที่ 2 และ 3 ต่อไป ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขาย ซึ่งบริษัทถือเป็นนโยบายสำคัญคือการมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับงานบริการ หลังการขาย

นอกจากนี้บริษัทได้เตรียมลงทุนเพิ่มเติมอีก 40-50 ล้านบาท เพื่อขยายเครือข่ายการจัดจำหน่าย โชว์รูม ไปยังพื้นที่ต่าง ๆโดยเริ่มแห่งแรกที่สาขาบางนา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมให้บริการได้ราวปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า จากนั้นก็จะขยายไปยัง หัวหิน, เชียงใหม่ และ จ. ในเขตภาคใต้อีก 1 แห่ง เพื่อให้สามารถรองรับการให้บริการด้านการจัดจำหน่ายและบริการหลังการขายกับ ลูกค้าได้อย่างทั่วถึงเนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม สนามกอล์ฟ อุตสาหกรรมการให้บริการต่าง ๆ ซึ่งนิยมใช้รถกอล์ฟไฟฟ้าเพื่อความสะดวกสบาย

"เราเชื่อว่าเมื่อเราสามารถผลิตรถเพื่อจัดจำหน่ายได้เองแล้วจะทำให้เรามีศักยภาพในด้านต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการดูแลลูกค้าหลังการขายและเราจะใช้ความได้เปรียบตรงนี้มาเป็นจุด ขายเพื่อชิงพื้นที่ทางการตลาด จากกลุ่มรถมือสองที่นำเข้ามาจำหน่ายในเรื่องของความสดใหม่ คุณภาพสินค้า และคุณภาพการให้บริการหลังการขายที่เหนือกว่านั่นเอง" นายวันชัยกล่าว

ส่วนแผนงานด้านการรุกตลาดต่างประเทศนั้น กรรมการผู้จัดการกล่าวว่า แน่นอนเนื่องจากประเทศไทยเป็นฮับของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดของสิทธิประโยชน์ของเออีซี เพื่อนำสินค้าเข้าไปทำตลาดยังต่างประเทศ โดยเฉพาะลาว พม่า และกัมพูชาเพิ่มมากขึ้น

อนึ่งสินค้าของบริษัทแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ รถกอล์ฟ-รถชมวิวไฟฟ้าขนาด 2-6 ที่นั่ง ราคาเริ่มต้นที่ 200,000 ไปจนถึงกว่า 900,000 บาท รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าราคา 40,000-60,000 บาท และรถสามล้อราคา 30,000-50,000 บาท

19/11/2559  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (19 พฤศจิกายน 2559)

ผู้สนับสนุน