ตั้งกรมใหม่คุมไฮสปีดเทรน พ่วงอีกหนึ่งบริษัทเดินรถดึงคลัง

Transportation News / ข่าวหมวดระบบขนส่ง

สนข. ดันตั้ง 2 องค์กรใหม่ กรมขนส่งทางราง กับอีกหนึ่งบริษัทเดินรถ รองรับรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง เผยเหตุจัดตั้งเป็น"กรม"ดูแลการก่อสร้างทาง ยึดรูปแบบกรมทางหลวง ไม่ต้องแบกภาระขาดทุนเหตุรัฐจัดสรรงบให้ทุกปี ส่วนบริษัทเดินรถยึดรูปแบบบีทีเอส/แอร์พอร์ตลิงค์

ดร.จุฬา สุขมานพมีก.คลังถือหุ้นใหญ่โดยแปลงหนี้เป็นทุน แลกหนี้ร.ฟ.ท.แสนล้านบาท กับการขอใช้สิทธิที่ดิน รอความชัดเจนผ่านอีไอเอ ฝ่ายการเมือง /รมต.คลัง- คมนาคม เห็นชอบ เร่งเครื่องสร้างบุคลากรเฉพาะ รองรับให้ทันใน 5 ปี ดร.จุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงการเตรียมพร้อมเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงว่า ใน 4 เส้นทาง ที่ประกอบด้วยสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ สายกรุงเทพฯ-หนองคาย สายกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์และสายต่อขยายจากสนามบินสุวรรณภูมิ(แอร์พอร์ตลิงค์) ไปชลบุรี-พัทยา-ระยอง โดยที่คาดว่าในเฟสแรกกรุงเทพฯ-พิษณุโลก จะเป็นเส้นทางแรกที่พร้อมจะเปิดประมูลได้กลางปี 2557 ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมารองรับในงาน 2 ส่วนงานใหญ่ คือ 1.ส่วนก่อสร้างที่เกี่ยวกับระบบราง จะตั้งเป็นกรมใหม่ภายใต้ชื่อ "กรมขนส่งทางราง"ในลักษณะเดียวกับกรมทางหลวง และ2 .ส่วนของการเดินรถ จะจัดตั้งในรูป"บริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ"โดยมีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่

"2 องค์กรนี้ควรจะเกิดขึ้นในเวลาไล่กัน ในแง่ของสนข. เราอยากให้คนที่ทำรถไฟความเร็วสูง ได้เริ่มตั้งแต่แรกเลยไม่อยากฝากใครให้อุ้มท้องก่อนแล้วไปโอนให้ในภายหลัง โดยขณะนี้สนข. อยู่ระหว่างศึกษาว่าสุดท้ายแล้วรูปแบบจะออกมาอย่างไร จากนั้นจะไปหารือร่วมกับกระทรวงคมนาคม, กระทรวงการคลัง และรัฐมนตรี ฯลฯ ที่สำคัญคือต้องมีสัญญาณชัดก่อนว่าประเทศไทยทำจริงและไม่เป็นปัญหาในภายหลังคือผ่านการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ และศาลรัฐธรรมนูญ" ผู้อำนวยการ สนข. กล่าว และว่า รถไฟความเร็วสูง เป็นเทคโนโลยีใหม่สำหรับไทย ขั้นตอนการเดินรถจะเป็นเรื่องยากสุด เพราะเกี่ยวข้องกับความเร็ว และผู้โดยสารจำนวนมากหากพลาดจะอันตราย จะต้องมีการดูแลรักษาเครื่องทุกวัน ดังนั้นคนที่จะเข้ามาทำตรงนี้ต้องเป็นบุคลากรเฉพาะ จึงอยากได้คนใหม่ๆ ที่มีประสบการณ์เพื่อจะได้สามารถถ่ายทอดต่อได้ ค่าจ้างอาจแพงหน่อย แต่สำหรับส่วนงาน "กรม"ที่ตั้งขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก คนส่วนหนึ่งเป็นพนักงานเก่า แต่ส่วนใหญ่ต้องรับเข้ามาใหม่ ผู้อำนวยการ สนข. ยังกล่าวด้วยว่า การตั้งกรมและบริษัท กับการก่อสร้างควรจะไล่ๆกัน คืองานสร้างทางก็ก่อสร้างไป ส่วนของบริษัทเดินรถก็ใช้ระหว่างนี้ไปพัฒนาฝึกบุคลากร เพราะต้องเตรียมบุคลากรมากพอควร ตัวอย่างในไต้หวันการพัฒนาต่อคนยังต้องเตรียมมากกว่า 1.5 พันวัน หรือเกือบ 5 ปี ซึ่งหากเริ่มได้เลย เมื่อก่อสร้างเสร็จ คนก็พร้อมสามารถให้บริการได้เลย" (ตามแผนจะก่อสร้างเสร็จในปี 2562 และเปิดให้บริการปี 2563) อย่างไรก็ดีในช่วงก่อสร้าง 5-6 ปีแรก บริษัทต้องมีเงินมากพอเพื่อมารองรับการจ้างคน และอบรม เพราะจะมีแต่รายจ่าย แต่รายได้ไม่มี ส่วนทุนประเดิมจัดตั้งบริษัทจะเป็นเท่าไร จะชัดเจนต่อเมื่อรัฐบาลได้เลือกระบบแล้วว่าจะใช้ของญี่ปุ่น , ยุโรป หรือประเทศใด" ดร.จุฬา กล่าว

สอดคล้องกับดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาโครงข่ายการขนส่งจราจรระหว่างเมือง สนข. ที่ชี้แจงว่า ในเบื้องต้นจะจัดตั้งเป็น " กรมขนส่งทางราง " เพราะกว่าจะเดินรถได้ก็หลังงานก่อสร้างเสร็จซึ่งใช้เวลา 5 ปี "สาเหตุที่ สนข.เสนอให้ตั้งเป็น "กรมขนส่งทางราง" แทนที่จะเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง เพราะห่วงว่าอนาคตอาจต้องแบกภาระขาดทุนเช่นรัฐวิสาหกิจแห่งอื่น แต่หากตั้งเป็นกรม เช่นกรมทางหลวง ทุกปีรัฐจะใส่งบให้เฉลี่ย 7-8 หมื่นล้านบาท (10 ปี รวม 8 แสนล้านบาทเท่ากับการลงทุนรถไฟความเร็วสูงทั้งระบบ) ไม่มีทางขาดทุนแน่" ส่วนความพร้อมด้านบุคลากร ส่วนหนึ่งบุคลากรจะมาจากสนข. , วิศวกรจากกรมทางหลวง(ทล.) , กรมทางหลวงชนบท (ทช.), การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) , การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ม.) รวมกันเป็นกรมใหม่ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาราชการ (กพร.)ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก จึงได้ให้บุคลากรแล้วส่วนหนึ่ง สำหรับในด้านบริษัทเดินรถนั้น รูปแบบจะไม่ต่างจากกรณีของบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บมจ. ) (บีทีเอส) , บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีเอ็มซีแอล) หรืออาจเป็นแอร์พอร์ตลิงค์ ที่ให้เอกชนบริหารโดยกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ ด้วยการแปลงหนี้เป็นทุน ส่วนจะถือหุ้นสัดส่วนเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับสิทธิในการขอใช้ที่ดินจากร.ฟ.ท. ระยะเวลาสัญญา 50 ปี, 100 ปี แลกกับการล้างมูลหนี้ที่ ร.ฟ.ท.มีอยู่ปัจจุบันร่วมแสนล้านบาท

นอกจากนี้อาจมีผู้ถือหุ้นอื่น อาทิ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (บจก.), บจก.ไปรษณีย์ไทย , การเคหะแห่งชาติ แต่แม้กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ แต่จะสังกัดกระทรวงคมนาคม และหากอนาคตสามารถสร้างกำไรได้ดี ก็จะนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากนั้นบริษัทอาจไปตั้งบริษัทลูกเพื่อพัฒนาที่ดินโดยรอบต่อก็เป็นได้ "แนวคิดนี้ที่ค่อนข้างตกผลึกแล้ว แต่ต้องหาแนวร่วมไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง , กระทรวงการคลัง, ร.ฟ.ท. และยังต้องสร้างความเข้าใจกับสหภาพการรถไฟ ให้ไปในทิศทางเดียวกันว่าแนวทางดังกล่าวไม่ได้เป็นการเอาที่ดินจากการรถไฟฯไปใช้แต่เป็นขอใช้สิทธิในที่ดินเท่านั้น เหมือนกับกรณีที่ปตท.เช่าที่การรถไฟนาน 30 ปี"

1/11/2556  ฐานเศรษฐกิจ (1 พฤศจิกายน 2556)

ผู้สนับสนุน