คมนาคมเร่งมอเตอร์เวย์"นครปฐม-ชะอำ"ดึงเอกชนลงทุน6.3หมื่นล้าน เปิดใช้ปี 65 เชื่อมบางใหญ่-กาญจน์

Infrastructure News / ข่าวหมวดงานสาธารณูปโภค

นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสาย 8 สายนครปฐม-ชะอำ เป็นทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่มีความสำคัญ ที่จะกลายเป็นประตูสู่พื้นที่เศรษฐกิจของภาคใต้ ซึ่งในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่นั้น จำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ เงินลงทุน และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพของภาคเอกชน

ดังนั้นกระทรวงคมนาคมจึงมีนโยบายในการผลักดันให้โครงการนี้สามารถเริ่มกระบวนการหาตัวเอกชนผู้ร่วมลงทุนภายในปี 2560 เพื่อให้ทันแผนที่จะเปิดให้บริการในปี 2565 จึงจัดรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนมีต่อโครงการเพื่อจะนำไปสู่ความร่วมมืออันดีระหว่างภาครัฐและเอกชนในการนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ด้วยการยกระดับการคมนาคมขนส่งของประเทศให้เจริญก้าวหน้าด้วยโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างประเทศในอนาคต

สำหรับโครงการนี้คาดว่าจะเปิดให้ภาคเอกชนยื่นข้อเสนอประมูลในรูปแบบ PPP เป็นหนึ่งในเส้นทางตามแผนระยะเร่งด่วน ที่มีความพร้อมในการดำเนินงานสูง ปัจจุบันได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จทั้งหมด และรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ผ่านความเห็นชอบจาก สผ. แล้ว ขณะนี้กรมทางหลวงอยู่ระหว่างดำเนินการออก พ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดิน

โครงการมีมูลค่าการก่อสร้างประมาณ 63,998 ล้าน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือกรมทางหลวงจะเป็นผู้เวนคืนที่ดิน มูลค่ากว่า 9,488 ล้านบาท และให้เอกชนเป็นผู้จัดหาแหล่งเงินทุน ก่อสร้างโยธาและงานระบบ ดำเนินงานและซ่อมบำรุงรักษาเส้นทาง รวมถึงการก่อสร้างและบริหารจัดการที่พักริมทางทั้งหมด มูลค่าประมาณ 54,510 ล้านบาท

โดยเบื้องต้นคาดว่าเมื่อเปิดให้บริการในปี 2565 จะมีปริมาณรถยนต์เฉลี่ยประมาณ 43,673 คัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 122,108 คัน/วันในปี 2594 โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.5 ต่อปี

สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม-ชะอำ เป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 8 นครชัยศรี -นราธิวาส (สุไหงโก-ลก) มีจุดเริ่มต้นเชื่อมกับโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ผ่านไปยัง จ.ราชบุรี จ.สมุทรสงคราม และสิ้นสุดที่ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ระยะทางรวมทั้งสิ้น 109 กิโลเมตร

ออกแบบเป็นทางหลวงพิเศษขนาด 4 ช่องจราจร มีการควบคุมทางเข้าออกอย่างสมบูรณ์และมีทางบริการในพื้นที่จำเป็น เพื่อลดผลกระทบของชุมชน มีด่านเก็บค่าผ่านทางด้วยระบบปิดทั้งหมด 9 ด่าน และมีการติดตั้งระบบชั่งน้ำหนักบริเวณด่านเก็บเงินค่าผ่านทาง ตลอดแนวเส้นทาง กำหนดให้มีที่พักริมทางทั้งหมด 5 แห่ง แบ่งเป็นศูนย์บริการทางหลวง (Service Center) 1 แห่ง สถานที่บริการทางหลวง (Service Area) 2 แห่ง และสถานที่พักริมทางหลวง (Rest Area) 2 แห่ง

ทั้งนี้ เมื่อโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม-ชะอำ เปิดให้บริการ จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรบริเวณถนนเพชรเกษมซึ่งปัจจุบันเป็นเส้นทางหลักสายเดียวที่เชื่อมการเดินทางสู่ภาคใต้ และยังมีส่วนช่วยเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญทั้งภาคตะวันตกและภาคใต้ของประเทศ ตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านทั้งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและมาเลเซีย เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจชาติให้ยั่งยืน

7/11/2559  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (2 พฤศจิกายน 2559)

ผู้สนับสนุน