PTTGCเล็งปรับโครงสร้างธุรกิจไบโอฯ เปิดทางGGCซื้อหุ้นเสริมแกร่งชัดเจนปีนี้

Power Plant News / ข่าวหมวดโรงไฟฟ้า

พีทีที โกลบอลฯจ่อปรับโครงสร้างธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมหรือไบโอพลาสติก 4 บริษัทในเครือ หวังเสริมความแข็งแกร่งให้GGC ในฐานะเป็นแกนนำธุรกิจGreen Chemical คาดชัดเจนในปีนี้ พร้อมดึงเนเชอร์เวิร์คส์ของสหรัฐลงทุนตั้งโรงงานผลิตPLAแห่งที่2ในไทย

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาวน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน)(PTTGC)เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม(Green Chemical )หรือพลาสติกชีวภาพ ที่บริษัทร่วมถือหุ้นอยู่ประมาณ 4 บริษัทให้มีความเหมาะสม และสร้างศักยภาพในการแข่งขัน

โดยเบื้องต้นรูปแบบการปรับโครงสร้างธุรกิจอาจจะคล้ายกับการปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีของปตท.ที่ให้พีทีที โกลบอล เคมิคอลเข้าไปซื้อหุ้น 6 บริษัทปิโตรเคมีที่ปตท.ถือหุ้นอยู่เมื่อก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้มากที่บริษัทฯจะให้บริษัท โกลบอลกรีน เคมิคอล จำกัด(มหาชน)(GCC)ซึ่งบริษัทแกนนำในธุรกิจGreen Chemical ของPTTGCเป็นผู้ดำเนินการรับโอนหุ้นทั้งหมดในธุรกิจพลาสติกชีวภาพ ซึ่งจะไม่กระทบฐานะการเงินGGC เพราะใช้เงินไม่มากในการดำเนินการซื้อหุ้นดังกล่าว คาดว่าจะมีความชัดเจนได้ภายในปี2561

สำหรับ 4 บริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจ Green Chemical ประกอบด้วย บริษัท เอเมอรี่ โอลีโอเคมิคอล (Emery Oleochemicals) ที่PTTGC ถือหุ้นอยู่50%ร่วมกับกลุ่มไซม์ ดาร์บี้ (Sime Darby) ดำเนินธุรกิจโอลีโอเคมิคอลทั่วโลก 2. บริษัท NatureWorks LLC ที่เป็นบริษัทร่วมทุนที่ PTTGCถือหุ้น50% และCargill USA ถือหุ้น50%ดำเนินธุรกิจผลิตพลาสติกชีวภาพ ชนิดPLAที่สหรัฐฯและ3. บริษัท พีทีที เอ็มซีซี ไบโอเคม

จำกัด ซึ่งPTTGCถือหุ้น50%ร่วมทุนกับMitsubishi Chemical Corporation ตั้งโรงงานผลิตชีวภาพพลาสติกชนิดPBSในไทย และ4.บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ GGC

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้การปรับโครงสร้างธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมสร้างภาระให้GGCและผู้ถือหุ้น ดังนั้นบริษัทย่อยทั้ง4บริษัทนี้จะต้องมีความเข้มแข็งระดับหนึ่งหลังจากที่ผ่านมาประสบปัญหาการขาดทุนอันเนื่องมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำส่งผลกระทบต่อธุรกิจพลาสติกชีวภาพ

แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทำให้สถานการณ์ธุรกิจพลาสติกชีวภาพเริ่มดีขึ้นและเริ่มมีกำไรแล้ว ทั้งนี้บริษัทยังมีรายละเอียดที่ต้องเจรจา อาทิพันธมิตรร่วมทุนและสัญญาเงินกู้ที่ต้องได้รับความเห็นชอบก่อน

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการลงทุนผลิตพลาสติกชีวภาพชนิดPLAแห่งที่2ของเนเจอร์เวิร์คว่า ขณะนี้โรงงานผลิตPLAแห่งแรกที่สหรัฐเดินเครื่องจักรผลิตเต็มที่1.5แสนตัน/ปี ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาขยายโรงงานแห่งที่ 2 โดยบริษัทต้องการให้เนเชอร์เวิร์คส์ ตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิตแห่งที่2

ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะลงทุนในพื้นที่ใด

โดยเบื้องต้นทางเนเชอร์เวิร์คส์อยู่ระหว่างการพิจารณา2ทางเลือกว่าจะตั้งโรงงานในประเทศอื่นหรือ ลงทุนในสหรัฐ ซึ่งหากลงทุนในสหรัฐก็จะขยายโรงงานในพื้นที่เดิมซึ่งก็จะช่วยประหยัดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แต่ลูกค้าต้องการให้เนเชอร์เวิร์คส์ตั้งโรงงานในต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง

ก่อนหน้านี้ PTTGC พยายามที่จะดึงเนเชอร์เวิร์คส์ตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตPLAแห่งที่2ในไทย โดยได้มีการเจรจากับรัฐบาลเพื่อขอการส่งเสริมทั้งด้านเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อรั้งโครงการนี้ให้ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต หลังจากรัฐบาลมาเลเซียก็เสนอเงื่อนไขต่างๆเพื่อดึงโครงการนี้ไปตั้งที่นั่นเช่นกัน

แต่เมื่อสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตกต่ำ ทำให้โครงการนี้ต้องหยุดชะงักไป จนล่าสุดสถานการณ์ธุรกิจไบโอพลาสติกเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นจากราคาน้ำมันดิบขยับตัวสูงขึ้นและโลกให้ความสำคัญกับธุรกิจสีเขียว

14/5/2561  MGR Online (14 พฤษภาคม 2561)

ผู้สนับสนุน