ยักษ์ใหญ่แฟชั่นญี่ปุ่น Adastria เดินหน้ากลยุทธ์ Multibrand ในไทยเต็มสูบ ประกาศส่งแบรนด์เรือธงที่มียอดขายสูงสุดในเครืออย่าง GLOBAL WORK เปิดตัวสาขาแรกในไทย ปักหมุด เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน หวังตอกย้ำศักยภาพตลาดแฟชั่นไทยในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาค
นายเซกิโมริ คาซึชิ Adastria Thailand Managing Director เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัท Adastria Co., Ltd. ได้เข้ามาจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยเมื่อเดือนมกราคม 2566 และประสบความสำเร็จกับการเปิดแบรนด์ niko and จนปัจจุบันมี 3 สาขา
ล่าสุด บริษัทได้ตัดสินใจนำแบรนด์ GLOBAL WORK ซึ่งเป็นแบรนด์แฟชั่นที่สร้างยอดขายสูงสุดให้กับบริษัท เข้ามาเปิดสาขาแรกในประเทศไทย และเป็นสาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน ซึ่งถือเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง
เนื่องจากเป็นศูนย์รวมของที่อยู่อาศัยและสถาบันการศึกษาจำนวนมาก โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ที่ครอบคลุมทั้ง 3 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ สินค้าสำหรับผู้หญิง ผู้ชาย และเด็ก โดยมีสัดส่วนลูกค้าที่ชัดเจนคือ ผู้หญิง 58%, ผู้ชาย 28% และเด็ก 14%
ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และผู้บริโภคชาวไทยมีความสนใจในแฟชั่นสูงที่สุดในภูมิภาค จึงมองว่าการเข้ามาสร้างฐานที่แข็งแกร่งในไทยก่อนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่จะเป็นสปริงบอร์ดในการขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่น ๆ ต่อไป
โดยเบื้องต้นในด้านกลยุทธ์การทำตลาด บริษัทจะมุ่งเน้นการนำเสนอแบรนด์ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ People First การให้ความสำคัญและรับฟังเสียงของลูกค้าเพื่อนำมาพัฒนาสินค้าอย่างแท้จริง, Good Feeling Wear เสื้อผ้าที่สวมใส่สบายแต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นแฟชั่น และ Smile Seed การส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้กับลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์และบริการ
ขณะที่แผนขยายสาขา GLOBAL WORK เบื้องต้นยังคงมีแผนขยายสาขาในไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกำลังศึกษาเพื่อนำแบรนด์อื่น ๆ ในเครือที่มีมากกว่า 50 แบรนด์ เข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทยเพิ่มเติม เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นฐานทัพสำคัญในการรุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มศักยภาพ
ทั้งนี้ ปัจจุบัน GLOBAL WORK มีสาขารวม 221 แห่งในประเทศญี่ปุ่น และอีก 22 แห่งในต่างประเทศ (รวมสาขาในประเทศไทย) โดยประสบความสำเร็จอย่างสูงในไต้หวันและฮ่องกงซึ่งมีมากกว่า 21 สาขา
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดแฟชั่นไทยจะมีการแข่งขันสูง แต่บริษัทยังคงมั่นใจในศักยภาพของแบรนด์ ที่มีจุดแข็งในเรื่องของคุณภาพของสินค้าที่เกิดจากการนำความคิดเห็นของลูกค้ามาปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการออกแบบที่ผสมผสานความสบายและสไตล์แฟชั่นเข้าไว้ด้วยกัน จึงเชื่อว่าจะสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างแน่นอน
สำหรับในส่วนของด้านราคา สินค้าทางแบรนด์ได้อ้างอิงราคาจากประเทศญี่ปุ่น และพิจารณาราคาของแบรนด์อื่น ๆ ในตลาดไทย เพื่อกำหนดราคาที่สมเหตุสมผล เพื่อให้ผู้บริโภคคนไทยสามารถเข้าถึงได้ง่าย ดังนี้
เสื้อยืด (T-Shirt) : 590-1,490 THB
เสื้อเชิ้ต (Shirt) : 1,290-1,990 THB
แจ็กเกต (Jacket) : 1,990-2,990 THB
กระโปรง (Skirt) : 1,290-1,990 THB
กางเกง (Pants) : 1,299-2,290 THB
กระเป๋า (Bag) : 590-1,990 THB
เครื่องประดับ (Accessories) : 290-990 THB
สินค้าเด็ก (Kids Items) : 590-1,290 THB
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการฉลองการเปิดตัวสาขาแรก ทางร้านได้จัดโปรโมชั่นพิเศษระหว่างวันที่ 4-13 กรกฎาคม 2568 โดยนำสินค้ายอดนิยมอย่างเสื้อยืด Rich Clean Tee และกางเกง Lightweight Relaxed Flare Wide Pants มาจำหน่ายในราคาพิเศษ พร้อมมอบแก้วเก็บความเย็นเป็นของสมนาคุณสำหรับลูกค้า 100 ท่านแรกที่มียอดซื้อครบ 1,000 บาทขึ้นไป และมอบถุงช็อปปิ้งลายพิเศษจำนวนจำกัดสำหรับทุกการซื้ออีกด้วย
8/7/2568 ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ( 8 กรกฎาคม2568 )