
สิงห์ เอสเตท ประกาศรายได้ไตรมาส 3 ของปี 2568 มีรายได้หลักจากการดำเนินงานรวม 3,615 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้ในรอบ 9 เดือนแรกอยู่ที่ 10,480 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,882 ล้านบาท และ2.รายได้จากการให้เช่าและการให้บริการ 8,567 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันจากปีก่อน จากระดับ 23% สู่ระดับ 25% ผลจากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย
นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ผู้พัฒนาและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติ ครอบคลุม 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจที่อยู่อาศัย ธุรกิจอาคารสำนักงาน ธุรกิจโรงแรม รวมถึงธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน เปิดเผยว่า หนึ่งจุดแข็งของสิงห์ เอสเตท คือ มีฐานรายได้ที่แข็งแกร่งจากสัดส่วนหลักมาจากรายได้ประจำของธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาคารเชิงพาณิชย์ และธุรกิจโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเสริมเสถียรภาพทางการเงินและสร้างความยั่งยืนในการดำเนินงาน รวมถึงช่วยให้บริษัทสามารถรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทายได้
ไตรมาส 3/68 ธุรกิจโรงแรมมีผลงานโดดเด่น สามารถรายงานรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) ได้สูงขึ้นทุกภูมิภาคเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันจากปีก่อน โดยเฉพาะในประเทศไทย แม้จะเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวแต่ยังสามารถรายงาน RevPAR เติบโตขึ้นถึง 31% จากไตรมาส 3 ของปี 2567 สู่ระดับ 4,910 บาท โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากโรงแรม ทราย ลากูน่า ภูเก็ต ที่ตอกย้ำความสำเร็จของกลยุทธ์ การยกระดับคุณภาพสินทรัพย์ด้วย RevPAR สูงขึ้นกว่า 2 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันจากปีก่อน
กลุ่มธุรกิจอาคารเชิงพาณิชย์ยังสามารถรักษาระดับอัตราการเช่าเฉลี่ยของ 3 อาคารหลัก ได้แก่ อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์, ซันทาวเวอร์ส และเอส เมโทร ในระดับ 80% และได้ทยอยปิดการขายแก่ผู้เช่าหลัก (Anchor tenants) อย่างต่อเนื่อง คิดเป็นพื้นที่เช่าใหม่ที่สามารถปิดการขายได้กว่า 4,000 ต.ร.ม. และมีกำหนดทยอยเข้าใช้พื้นที่ตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีนี้จนถึงต้นปี 2569
คาดว่าอาคาร สิงห์ คอมเพล็กซ์ที่เป็นอาคารสำนักงานแฟล็กชิปของบริษัทจะมีอัตราการเช่ากลับมาที่ระดับ 90% อีกครั้งหนึ่ง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพโครงการ และทำเลที่ตอบโจทย์การทำงานและการใช้ชีวิต
ธุรกิจที่พักอาศัย โครงการ สริน พรานนก-กาญจนา ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 เป็นต้นไป
ขณะที่โครงการซึ่งวางแผนจะปิดการขายในปี 2568 ได้แก่ โครงการคอนโด ดิ เอส สุขุมวิท 36 คาดว่าจะทำได้ตามเป้าหมายสร้างรายได้กว่า 350 ล้านบาท
ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม นอกจากที่ดิน 75 ไร่ที่ปิดการขายกับบริษัท Dali Foods Group ก่อนหน้านี้และโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาสที่ 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว บริษัทฯ ได้บรรลุข้อตกลงการขายเพิ่มเติมแก่ บริษัท เพียวสตรอง จำกัด จำนวน 9 ไร่ โดยคาดว่าจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงไตรมาส 4/68
สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 บริษัทฯ คาดว่า ผลการดำเนินงานยังคงเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ โดยสัดส่วนรายได้หลักยังมาจากกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่มีแนวโน้มเติบโตและฟื้นตัวจากการเข้าสู่ฤดูกาลการท่องเที่ยวในประเทศไทยและมัลดีฟส์
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นในการสร้างรายได้จากธุรกิจหลักอื่น ควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบริหารต้นทุนทางการเงินให้ลดต่ำลง ควบคู่กับการสรรหาแหล่งเงินทุนที่มีความเหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและยกระดับความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้รับคะแนนการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับ 5 ดาว หรือ ดีเลิศ (Excellent CG Scoring) เป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการและดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ตามหลักการกำกับดูแลกิจการตามหลักบรรษัทภิบาลที่ดี พร้อมคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ซึ่งนอกจากการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการเดินหน้าสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อขยายโอกาสทางการลงทุนและต่อยอดความสำเร็จในระยะยาว
14/11/2568 ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ( 14 พฤศจิกายน 2568 )