info@icons.co.th 02 810 8892-6 216.73.217.75

เศรษฐกิจซึม ตลาดอสังหาฯคาดเดายาก LH เพลย์เซฟเปิด 2 โครงการ 3.6 พันล้าน หันรุกโรงแรม

Residential News / ข่าวหมวดที่พักอาศัย

แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กางแผนปี’69 ปรับกลยุทธ์เน้นประคองตัว เปิดแนวราบ 2 โครงการ มูลค่า 3,660 ล้าน เบรกคอนโด ทาวน์เฮาส์ ตั้งงบ 4.5 พันล้าน ซื้อที่ดิน ลงทุนโรงแรม ตั้งเป้ารายได้ยอดขาย 1.5 หมื่นล้าน ยอดโอน 1.7 หมื่นล้าน

นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังผันผวน ภาะหนี้ครัวเรือนสูง การเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อที่กดดันกำลังซื้อ ทำให้ไม่กล้าจะคาดเดาได้ว่าตลาดอสังหาฯจะฟื้นตัวได้เมื่อใด เนื่องจากยังไม่เห็นปัจจัยบวกมาสนับสนุน

ในปีนี้จึงยังคงเป็นอีกปีที่ต้องประคับประคองตัว เน้นลดระดับสินค้าคงเหลือและระดับหนี้สินต่อทุน และเปิดโครงการใหม่ 2 โครงการ มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท เป็นแนวราบทั้งหมดและชะลอคอนโดมินเนียมและทาวน์เฮาส์ เนื่องจากตลาดยังมีซัพพลายอยู่ค่อนข้างมาก ขณะที่ยอดปฎิเสธสินเชื่อหรือรีเจ็กต์เรตก็สูงขึ้น 30% และทุกระดับราคา

เน้นประคองตัว-เปิด 2 โครงการ

“ปี 2568 เราเปิด 3 โครงการ มูลค่า 8,960 ล้านบาท ปีนี้ 2 โครงการ เป็นโครงการเดิมที่เลื่อนมาจากปีก่อนและเปิดใหม่ 1 โครงการ ถือว่าน้อยสุดในรอบหลาย ๆ ปี ด้วยสภาพโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เป็นแบบนี้และเอกชนที่ต้องแบกมากกว่า 10 ปี ก็เริ่มออกอาการเช่นกัน ตอกย้ำโดยหนี้ครัวเรือนและการบริโภคที่หายไป แม้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์จะไม่กระทบโดยตรง แต่เป็นตัวแปรใหม่เพิ่ม ดูแล้วความไม่แน่นอนมีเยอะ ” นายนพร กล่าว

นายนพรกล่าวว่า บริษัทจึงเน้นประคับประคองตัว บริหารจัดการแคลชโฟลว์ ความสามารถด้านการแข่งขัน หากเร่งเปิดโครงการอาจไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมตลาด บริษัทจึงปรับกลยุทธ์หันมาเพิ่มการลงทุนในธุรกิจโรงแรมมากขึ้น

“ตลาดอสังหาฯ ปีนี้ เทียบกับวิกฤตที่ผ่านมา ถือว่ามีความยากกว่า ไม่ว่าวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 เพราะรอบนี้กลุ่มระดับกลาง-ล่างซึมมาตลอด และกำลังซื้ออ่อนแอ แต่ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งกระทบเฉพาะธุรกิจ ผู้บริโภคยังมีความแข็งแรง เมื่อมีการใส่เงินกระตุ้นก็ช่วยได้ หวังว่าหลังเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่สถานการณ์ต่าง ๆ จะดีขึ้น” นายนพร กล่าว

นายอาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผนการดำเนินงานปี 2569 จะเปิดตัวโครงการใหม่ระดับกลาง-บน 2 โครงการ ได้แก่ นันทวัน เพรสทีจ ราชพฤกษ์-พรานนก เนื้อที่ 33.2 ไร่ จำนวน 34 หลัง เป็นบ้านเดี่ยวราคา 60-100 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 2,220 ล้านบาท เปิดตัวไตรมาส 1 และชัยพฤกษ์ 3 รามอินทรา-วงแหวน เนื้อที่ 30.9 ไร่ จำนวน 124 ยูนิต บ้านเดี่ยวราคา 10-13 ล้านบาท มูลค่า 1,440 ล้านบาท เปิดตัวไตรมาส 4 นี้

เมื่อรวมกับโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน จะมีทั้งหมด 69 โครงการ มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท เป็นแนวราบ 63 โครงการ มูลค่า 69,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท โดยเป็นคอนโดสร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ และอีก 1 โครงการคือ โครงการวันเวลา ณ เจ้าพระยา คาดว่าจะสร้างเสร็จและเริ่มโอนกลางไตรมาส 4 ปี 2569

ลงทุน 4.5 พันล้านซื้อที่-สร้างโรงแรม

ยังเตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 4,500 ล้านบาท สำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 2,000 ล้านบาท และลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า 2,500 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนในโรงแรม Grande Centre Point ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 แห่ง ได้แก่ Grande Centre Point Voyage วางแผนเปิดตัวในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในพัทยา มีขนาด 494 ห้อง พร้อมทั้งสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตร.ม. ถือว่าใหญ่ที่สุดในเครือโรงแรม

ตามด้วย Grande Centre Point Chinatown ที่วางแผนเปิดในปี 2571 อีกทั้งมีแผนจะออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนด และคาดว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิจะลดลงอยู่ในระดับประมาณ 1 เท่า

“ปี 2569 ตั้งเป้ายอดขาย 15,000 ล้านบาท ยอดโอนกรรมสิทธิ์ 17,000 ล้านบาท และรายได้จากอสังหาฯเพื่อเช่าที่ 9,900 ล้านบาท” นายอาชวิณ กล่าว

ฐานะการเงินแข็งแกร่ง

นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน กล่าวว่า บริษัทยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงจากการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดีและจากสินทรัพย์ลงทุนที่มีอยู่ ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้ออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 13,200 ล้านบาท อายุ 2-3 ปี โดยมีอัตรา

ดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.16% ต่อปี เพื่อคืนหุ้นกู้เดิม และใช้หมุนเวียนในการดำเนินงาน ณ สิ้นปี 2568 มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82%

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการ ปัจจุบันมีโครงการที่พัฒนาและอยู่ภายใต้การบริหาร 17 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรม Grande Centre Point ที่เปิดดำเนินการแล้ว 9 แห่ง ขายเข้ากองทรัสต์ 6 แห่ง และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 แห่ง ศูนย์การค้า Terminal 21 3 แห่ง ขายเข้ากองทรัสต์ 2 แห่ง รวมถึง อพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกาอีก 3 แห่ง

“ในปีที่ผ่านมา คาดว่ารายได้ทั้งปีจะลดลงประมาณ 12% จากปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนและจากการที่บริษัทได้ขายทรัพย์สินให้เช่าทำให้รายได้จากตึกเหล่านั้นหายไป แต่ได้เปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ 2 แห่ง ที่ลุมพินีและราชดำริและเร็วกว่าแผน ช่วยชดเชยรายได้ได้บางส่วน” นายวิทย์ กล่าว

21/1/2569  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ( 21 มกราคม 2569 )

Banner Ads