
โฉมหน้าของระบบขนส่งทางรางของไทยในปี 2573 จะมีการพัฒนารถไฟทางคู่และทางสายใหม่ 16 เส้นทาง รวม 2,060 กม. เพื่อลดเวลาการเดินทางและต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาล ได้เดินหน้าก่อสร้างรถไฟทางคู่เฟสแรกแล้ว 7 เส้นทาง รวม 993 กม.และใช้เงินก่อสร้างกว่า 124,073 ล้านบาท
ทางคู่ 2 สายใหม่เสร็จปี 71
ปัจจุบันเปิดบริการแล้ว 6 โครงการ ประกอบด้วยชุมทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กม. เปิดบริการปี 2562, ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กม. เปิดบริการปี 2562, นครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 169 กม. เปิดบริการปี 2567, หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 84 กม. เปิดบริการปี 2565, ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กม. เปิดบริการปี 2567, ลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม. เปิดบริการปี 2568 และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 1 โครงการ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กม. มีความคืบหน้าแล้ว 95.33%
นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใหม่เพิ่ม 2 เส้นทาง มูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท ได้แก่ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 322 กม. มูลค่า 85,345 ล้านบาท แบ่งการก่อสร้าง 3 สัญญา ขณะนี้มีความคืบหน้าแล้ว 56.27% คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 โดยแนวเส้นทางพาดผ่านพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ลำปาง พะเยา และเชียงราย จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และรองรับการท่องเที่ยวภาคเหนือ
และสายบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทาง 355 กม. มูลค่า 66,848 ล้านบาท แบ่งการก่อสร้าง 2 สัญญา มีความคืบหน้าแล้ว 31.91% ตามแผนสัญญาที่ 1 ช่วงบ้านไผ่-หนองพอก จะเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ส่วนสัญญาที่ 2 ช่วงหนองพอก-สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 จะเสร็จในเดือนเมษายน 2571 แนวเส้นทางเชื่อมต่อ 6 จังหวัด ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร และนครพนม เชื่อมโยงภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับชายแดน สปป.ลาว และเส้นทางเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง รองรับการค้าและท่องเที่ยว
ทุ่ม 3 แสนล้านลุยสร้างเฟส 2
ขณะเดียวกันพยายามผลักดันการลงทุนก่อสร้างรถไฟทางคู่เฟส 2 เพิ่มอีก 6 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,312 กม. วงเงินกว่า 297,926 ล้านบาท ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดสภาพัฒน์) แล้ว 3 เส้นทาง ประกอบด้วยช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422.53 ล้านบาท , ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270.51 ล้านบาท และ ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772.90 ล้านบาท
ส่วนอีก 3 เส้นทาง ทางสภาพัฒน์ให้ทบทวนโครงการอีกครั้ง ประกอบด้วยช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,095.36 ล้านบาท, ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงิน 81,143.24 ล้านบาท, ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงิน 68,222.14 ล้านบาท
เร่งต่อสายใต้ทะลุมาเลย์
จากแผนงานล่าสุด พิพัฒน์รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ภายใน 3 เดือนนี้จะเร่งนำรถไฟทางคู่เฟส 2 จำนวน 3 เส้นทาง สายใต้ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา-ปาดังเบซาร์ ขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้เส้นทางเชื่อมกับประเทศมาเลเซีย ตั้งเป้าให้เริ่มก่อสร้างภายในปี 2570
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
ขณะที่ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวหลังมอบนโยบายกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ว่า ให้กรมการขนส่งทางรางในฐานะกำกับดูแลงานด้านระบบรางเร่งรัดการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ก่อสร้างทางคู่ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระให้เปิดบริการได้ตามแผนงาน พร้อมเร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาระบบรางอย่างยั่งยืนในอนาคต
โครงการรถไฟทางคู่เฟสที่ 2 ที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการและสภาพัฒน์ยังไม่ได้อนุมัติ ให้กรมการขนส่งทางรางไปดูรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการลงทุน จากเดิมที่รัฐลงทุนทั้งหมด เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ TFFIF ว่าจะดำเนินการได้หรือไม่ หรือจะเป็นรูปแบบอื่น ๆ ก็ได้ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้ปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานและการใช้งบประมาณ สิริพงศ์กล่าว
เปิดทางเอกชนเดินรถ
พร้อมกับย้ำว่า ต่อไปจะให้บทบาทเอกชนเข้ามาร่วมในการใช้รางของการรถไฟฯ โดยให้เอกชนที่สนใจมาเดินรถบนรางของการรถไฟฯ ได้ ทั้งการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า ด้วยการจ่ายค่าใช้ประโยชน์จากรางให้กับการรถไฟฯ ทั้งเส้นทางรถไฟในปัจจุบันและรถไฟสายใหม่ที่กำลังก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ และสายบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม จะทำให้การรถไฟฯ มีรายได้เพิ่มขึ้น
สิริพงศ์ กล่าวว่า ภายหลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ.2568 มีผลบังคับใช้แล้ว กรมการขนส่งทางรางในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลระบบรางของประเทศ ต้องเร่งขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทั้งลดภาระค่าครองชีพและยกระดับความปลอดภัยประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจและเร่งรัดโครงการสำคัญของระบบราง ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งทางราง วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน โดยทำแผนแม่บทโครงข่ายคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการลงทุน
ด้าน พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า กรมจะเร่งขับเคลื่อนนโยบายด้านระบบรางสู่การปฏิบัติ เพื่อผลักดันการพัฒนาระบบขนส่งทางรางให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญมาตรฐานความปลอดภัย ดูแลอัตราค่าโดยสารให้เป็นธรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงการสำคัญด้านระบบรางให้เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
30/4/2569 ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (30 เมษายน 2569 )