info@icons.co.th 02-810-8892-6
TH EN
 ข่าวสาร

“กลุ่มมโนธรรมรักษา ”ผนึกทุนจีนผุดคอนโดฯ Sea Heaven ในทอน ภูเก็ต

ข่าวหมวดที่พักอาศัย 19 พฤษภาคม 2568 2ครั้ง
“กลุ่มมโนธรรมรักษา ”ผนึกทุนจีนผุดคอนโดฯ Sea Heaven ในทอน ภูเก็ต

ตระกูล “มโนธรรมรักษา” โผล่ปักหมุดแลนด์แบงก์ 80 ไร่ ทำเลหาดในทอน จ.ภูเก็ต นำร่องผนึกกลุ่มทุนจีนผุดคอนโดฯ โลว์ไรส์ “ซีเฮฟเว่น ภูเก็ต ในทอน” ดึงเชนโรงแรม WYNDHAM เข้าบริหาร สร้างความเชื่อมั่น ลูกค้ารัสเซียแห่ซื้อเพียบ ตั้งเป้าปั้นเป็น “มินิลากูนา” จุดหมายปลายทางนักลงทุน-ท่องเที่ยวในอนาคต

นายวีระวิทย์ มโนธรรมรักษา รองประธาน บริษัท บีสตาร์ เฮฟเว่น จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต มีข้อมูลของแผนกวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส (ประเทศไทย)จำกัด พบว่า ในช่วงไตรมาส 1/68 มีคอนโดมิเนียมและบ้านพักตากอากาศเปิดขายใหม่ 45 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 49,160 ล้านบาท

แนวโน้มปี 2568 ตลาดคอนโดมิเนียมในจังหวัดภูเก็ตจะยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง แต่ซัพพลายเปิดขายใหม่อาจปรับตัวลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 8,000 -10,000 ยูนิต เนื่องจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีซัพพลายเปิดขายใหม่เข้าสู่ตลาดมากกว่า 20,000 ยูนิต ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง

โดยทำเลย่านในทอน ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ก่อนหน้ามีบ้านพักตากอากาศระดับลักเซอรี่เปิดขายราคาขายมากกว่า 100 ล้านบาทต่อยูนิต ปัจจุบันซัพพลายถูกซื้อขายจากกลุ่มกำลังซื้อระดับบนเป็นที่เรียบร้อยทุกยูนิต

และทำเลแห่งนี้กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มองเห็นศักยภาพของพื้นที่ชายฝั่งที่ยังคงมีความเป็นธรรมชาติและไม่หนาแน่นจนเกินไป

หนึ่งในจุดเด่นของย่านในทอนคือ ยังไม่มีการแข่งขันด้านอสังหาฯสูงมากนัก มีคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขายเพียง 2 โครงการ จำนวน 820 ยูนิตเท่านั้น คิดเป็นสัดส่วน 2.18% ของอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมดในตลาดรวม

สำหรับบ้านพักตากอากาศมีซัพพลายอยู่ระหว่างการขาย 6 โครงการ จำนวน 113 ยูนิตเท่านั้น คิดเป็นสัดส่วน 2.75% ของซัพพลายอยู่ระหว่างการขายทั้งหมดในตลาด ถือว่าน้อยมาก โดยมีจุดเด่นสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ เป็นธรรมชาติ และเหมาะกับการอยู่อาศัยแบบพักผ่อนหรือการพัฒนาเป็นรีสอร์ตระดับพรีเมียม

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนต่างชาติที่มองหาที่อยู่อาศัยหรือบ้านพักตากอากาศในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มชาวรัสเซีย และนักลงทุนจากยุโรป สแกนดิเนียเวีย รัสเซีย จีน และอินเดีย ต้องการซื้อเป็นบ้านหลังที่สองในรูปแบบ Leasehold (เช่าระยะยาว 30 ปี)

ขณะที่ลูกค้าชาวไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีกำลังซื้อสูง ต้องการที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นส่วนตัวและความสะดวกสบาย บางรายซื้อเพื่อการลงทุนหรือปล่อยเช่าในระยะยาว

ส่วนราคาที่ดินย่านในทอน พบว่า ทำเลเชิงเขาที่ดินมีราคาเสนอขาย 15-30 ล้านบาทต่อไร่ ที่ดินใกล้ชายหาดจะมีราคาเสนอขายอยู่ที่ 25-50 ล้านบาทต่อไร่

นายวีระวิทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนลงทุน 2 ปี (2568-2569) มีแผนพัฒนาเอง 100% จำนวน 2 โครงการ

โดยปี 2568 พัฒนาโครงการวิลล่า “ภูวิสต้า แอร์พอร์ต” บริเวณหาดในยาง บนพื้นที่ 15 ไร่เศษ ห่างสนามบินภูเก็ต 5 นาที ที่ดินเริ่ม 60-100 ตารางวา ราคาเริ่ม 15-35 ล้านบาท จำนวน 44 ยูนิต มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท กำหนดเปิดพรีเซลเดือนพฤษภาคม 2568 นี้

จากนั้นในปี 2569 มีแผนเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูส หาดในทอน เริ่มจากเปิดตัวคอนโดฯ แบรนด์ “แซง โทเปซ” (Saint Tropez) สูง 7 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 30-70 ตารางเมตร ราคา 3.5-6 ล้านบาท จำนวน 100 ยูนิต มูลค่าโครงการ 450 ล้านบาท

นายวีระวิทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า คุณพ่อของตน คือ นายทนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา ได้กว้านซื้อแลนด์แบงก์ไว้เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว โดยมีทั้งซื้อกรรมสิทธิ์และเช่าระยะยาว 30 ปี + 30 ปี รวมทั้งสิ้น 80 และเริ่มพัฒนาโครงการมาตั้งแต่ปี 2562 ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าต่างชาติ โดยเน้นช่องทางผ่านเอเย่นต์ สัดส่วน 70%

โดยโครงการแรกที่พัฒนาในปี 2562 อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ด้านหน้าถนนติดชายหาดในทอน จำนวน 20 ยูนิต แบ่งเป็น 3 คลัสเตอร์ๆละ 7-8 ยูนิต ขายสิทธิการเช่า 30 ปี ราคา 7-8 ล้านบาท มูลค่าลงทุน 100 ล้านบาท

ล่าสุดปรับแผนปล่อยเช่าพื้นที่ชั้นล่างแต่ละยูนิตเป็นร้านค้าต่างๆ ค่าเช่า 30,000 บาท/เดือน ปัจจุบันมีผู้เช่าเต็มทั้งหมด ส่วนชั้น 2-3 ปล่อยเช่าเป็นโรงแรม มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย 74 ห้องพัก ค่าห้อง 1,500-4,500 บาท/คืน

ต่อมาในปี 2562-2563 นำที่ดิน 12 ไร่พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ “ซีเฮฟเว่น ภูเก็ต ในทอน” (Seaheaven Phuket Naithon) โดยร่วมทุนกับกลุ่มทุนอสังหาฯจีน Bestart International Holdings มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์ แบ่งการพัฒนาเป็น 2 เฟส มูลค่าโครงการรวม 1,500 ล้านบาท

เน้นโมเดลขายสิทธิการเช่า 30 ปี + 30 ปี โดยเฟสแรก มีจำนวน 1 อาคาร สูง 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 37-70 ตารางเมตร จำนวน 124 ยูนิต ราคาเริ่ม 4 ล้านบาท ปัราคาขยับขึ้นเป็นยูนิตละ 5-6 ล้านบาทขึ้นไป และปิดการขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนเฟส 2 เปิดขายปี 2566 ออกแบบเป็นคอนโดฯสูง 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 30-70 ตารางเมตร จำนวน 127 ยูนิต ราคาเริ่ม 4.5 ล้านบาท เฉลี่ย 120,000-130,000 บาท/ตารางเมตร ปัจจุบันปรับขึ้นเป็นเริ่มต้น 170,000 บาท/ตารางเมตร มียอดขายแล้ว 72%

บริษัทดึงเชนโรงแรมแบรนด์ WYNDHAM เข้ามาบริหารโครงการด้วย นำเสนอการขายแบบการันตีผลตอบแทนการลงทุนค่าเช่าที่ 7% ต่อปี หลังนั้นในปีที่ 6 เป็นต้นไปก็จะแบ่งรายได้สัดส่วน 30:70 โดยลูกค้าที่เป็นเจ้าของห้องพัก จะสามารถเข้าพักในช่วงไฮซีซันได้ 10 วัน/ปี และช่วงโลว์ซีซัน ได้ 20 วัน/ปี

ลูกค้าที่ซื้อและเช่าพักส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเศรษฐีรัสเซีย ที่มากันเป็นครอบครัว ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง โดยในช่วงก่อนและหลังเทศกาลปีใหม่ 15 วัน สามารถปล่อยเช่า 70,000 บาท/เดือน สำหรับคอนโดฯในเฟสที่ 2 จะเริ่มทยอยโอนได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2568 นี้เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ช่วงปลายปี 2566 ได้นำที่ดิน 3 ไร่เศษจากที่ดินผืนใหญ่ 80 ไร่ นำมาพัฒนาเอง 100% ภายใต้บริษัท เมอริส จำกัด พัฒนาวิลล่าแบรนด์ “ภูวิสต้า วิลล่า” บนที่ดินเริ่มต้น 70-160 ตารางวา ราคาขาย 32-72 ล้านบาท จำนวน 10 ยูนิต มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท มียอดขายแล้ว 8 ยูนิต เป็นคนไทยซื้อ 2 ยูนิต

ล่าสุดนำที่ดิน 4 ไร่ มาพัฒนาเป็นคอนโดฯโลว์ไรส์ 2 อาคาร ภายใต้แบรนด์ “Seaheaven” เฟส 3 โดยร่วมทุนกับพันธมิตรกลุ่มทุนจีนเช่นเดิม แบ่งพัฒนา 2 เฟส มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท

โดยเฟสแรกออกแบบเป็นคอนโดฯ สูง 7 ชั้น จำนวน 1 อาคาร พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 30-70 ตารางเมตร ราคา 3.9-8 ล้านบาท จำนวน 108 ยูนิต มียอดขายแล้ว 69% เฟสที่ 2 เป็นคอนโดฯอีก 1 อาคาร จำนวน 115 ยูนิต วางแผนเปิดพรีเซลเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2568 นี้

“ถ้าพูดถึงภูเก็ตแล้ว ชาวต่างชาติรู้จักลากูน่า ภูเก็ต มากที่สุด อยู่ในย่านบางเทา เป็นย่านลักเซอรี่ในภูเก็ต กลุ่มเราตั้งเป้ายกระดับย่านในทอน สร้างอาณาจักรของบีสตาร์ เฮฟเว่นให้เป็นมินิลากูนาในอนาคต

โฆษณา
โฆษณา
โฆษณา เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวงการก่อสร้าง ดูแพ็กเกจโฆษณา →
โฆษณา เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวงการก่อสร้าง ดูแพ็กเกจโฆษณา →