info@icons.co.th 02-810-8892-6
TH EN
 ข่าวสาร

‘อีสท์วอเตอร์’ ตุนน้ำรับมือเอลนีโญ ปูพรมลงทุนภาคตะวันออกยันภาคใต้

ข่าวหมวดงานสาธารณูปโภค 2 กุมภาพันธ์ 2569 2ครั้ง
‘อีสท์วอเตอร์’ ตุนน้ำรับมือเอลนีโญ ปูพรมลงทุนภาคตะวันออกยันภาคใต้

ตั้งแต่ปี 2568 ไม่ใช่ความผันผวนทางด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวที่ประเทศไทยต้องเผชิญ แต่ยังรวมไปถึงสภาพอากาศที่เรียกได้ว่า คาดเดายาก แม้กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่า เป็นปีที่มีปริมาณฝนมากหรือปรากฏการณ์ “ลานีญา” แต่เกินคาดที่ฝนตกทวีคูณและยาวจนเข้าฤดูหนาวเดือนพฤศจิกายน

“นายบดินทร์ อุดล” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์วอเตอร์ ให้สัมภาษณ์กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตรงนี้กลับเป็นเรื่องที่น่าดีใจ เพราะอีสท์วอเตอร์สามารถกักเก็บปริมาณน้ำได้มหาศาล สะท้อนถึงความมั่นคงด้านน้ำที่จะมีซัพพลายให้กับลูกค้าได้แบบไม่สะดุดตลอดปี 2569 ในจังหวะที่กลุ่มอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ เข้ามาพอดิบพอดี

ส่งน้ำป้อนลูกค้าเพิ่มอีก 15%

ธุรกิจของเรามีทั้งอัพสตรีมและดาวน์สตรีม ทั้งสูบส่งน้ำดิบ ผลิตน้ำประปา น้ำอุตสาหกรรม ซึ่งจะรวมไปถึงธุรกิจใหม่ ๆ ที่เรากำลังพัฒนาและศึกษาอยู่ ปีที่ผ่านมาเราส่งน้ำให้กับลูกค้าได้ไม่มาก เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รายได้ลดลงเล็กน้อย จากปี 2567 รายได้อยู่ที่ 4,134 ล้านบาท มีกำไร 57.6 ล้านบาท เนื่องจากปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ นั่นก็คือ ฝนที่ชุกมาก ลูกค้าสามารถเข้าถึงแหล่งน้ำธรรมชาติได้ นี่คือสาเหตุที่รายได้ลด แต่เรื่องที่ดี คือ เราเก็บน้ำไว้ในแหล่งน้ำได้มาก บวกกับแหล่งน้ำในธรรมชาติแต่ละอ่างที่มีน้ำมาเติมอีก ทำให้ปีนี้เราไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดการขาดแคลนน้ำ แม้จะเข้าสู่ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ฝนน้อยหรือหน้าแล้งที่จะเห็นในช่วงกลางปีนี้

ปีที่แล้วเราสูบส่งน้ำป้อนให้ลูกค้าได้ 270 ล้านลูกบาศก์เมตร ปีนี้น่าจะส่งได้เพิ่มอีก 12-15% ก็จะมาจากที่เราขยายแผนการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการอื่น ๆ ไปนอกพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเราก็มีลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมใหม่เพิ่มเข้ามา ยิ่งเรามีดีมานด์เพิ่ม การทำงานของทีมข้อมูลของเราก็จะยิ่งคาดการณ์ปริมาณน้ำและเตรียมแผนรับมือได้ง่ายขึ้น ตอนนี้เราจะใช้วิธีพยากรณ์และวางแผนล่วงหน้าไปเลย 2 ปี เพราะเรารู้แล้วนับตั้งแต่กลางปี 2569 ไปจนปี 2570 บวกกับปีต่อ ๆ ไปมันจะแล้งแน่นอน

ขยายทั่วตะวันออกลงภาคใต้

ธุรกิจดาวน์สตรีม ตัวน้ำดิบพื้นที่หลักของเราคือ ขายน้ำให้กับลูกค้าในพื้นที่ EEC เรากำลังพัฒนาขยายไปจังหวัดอื่น ๆ และลงไปในพื้นที่ภาคใต้ และเราเห็นช่องโหว่จึงต้องขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ คือ “ธุรกิจให้บริการลดน้ำสูญเสีย” และ “ธุรกิจบำบัดน้ำเสีย” 2 ตัวนี้ต่างกัน อย่างธุรกิจให้บริการลดน้ำสูญเสีย มันมีน้ำประปาที่เสียไประหว่างการส่งรวมแล้วถึง 30% ซึ่งเราก็ต้องเข้าไปจัดการเรื่องระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำ หรือที่เรียกว่า “วอเตอร์กริด” ให้มีคุณภาพ ตีวงพื้นที่ให้แคบ ใช้เครื่องมือจับปริมาณน้ำต้นทางถึงปลายทางว่า น้ำระหว่างส่งสูญเสียไปเท่าไร แล้วจะตามมาด้วยการเข้าไปให้บริการ อย่างการวางท่อใหม่ ซ่อมท่อ พวกนี้สำคัญ เพราะจากที่เราส่งไป 100% รายได้ก็ควร 100% แต่นี่เราเหลือแค่ 70% เท่านั้น

ส่วนธุรกิจบำบัดน้ำเสีย พื้นที่กรุงเทพฯ คือพื้นที่ที่ควรทำมากที่สุด โมเดลที่สิงคโปร์เขาทำมาหลายปีและสำเร็จ เรากำลังศึกษารูปแบบนั้นอาจใช้เวลา 2-3 ปีกว่าจะศึกษาเสร็จ ที่สำคัญภาครัฐต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนด้วย ปัญหาไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องการรวบรวมน้ำเสียแล้วไปบำบัดจะบริหารจัดการยังไง ซึ่งเราพร้อมลงทุน เพราะแต่ละปีเรามีเงินเตรียมไว้อยู่แล้ว อย่างปีก่อนเงินลงทุนอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท

สำหรับแผนการขยายไปจังหวัดอื่น ปีนี้จะเห็นหนึ่งโครงการซึ่งเราทำสัญญาไปแล้ว และปลายปี 2570 จะเห็นอีก 2 โครงการเกิดขึ้น เรายังบอกไม่ได้ว่าจังหวัดไหน ที่แน่ ๆ เราต้องไปหาแหล่งน้ำเกาะแก่งที่มีอยู่แล้วและไปพัฒนาต่อยอด

เตรียมน้ำให้ดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว

รูปแบบการสูบส่งน้ำให้ลูกค้าอย่างใน EEC เราไม่ได้รอโควตาจากการประปาส่วนภูมิภาค แต่เราจะคุยกับลูกค้า รวบรวมดีมานด์ว่าต้องการเท่าไร แล้วไปขอใช้น้ำกับหน่วยงานต่าง ๆ จากการสำรวจดีมานด์กลุ่มลูกค้าตอนนี้ดาต้าเซ็นเตอร์เขาต้องการใช้น้ำมากที่สุด เรามีคุยอยู่ 10-12 ราย เซ็นสัญญาไปแล้ว 1 ราย เราต้องเตรียมน้ำให้เขาประมาณ 30-40 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี

ส่วนรายแรกที่จะเปิดในไตรมาส 2/2569 ก็ใช้น้ำหลายล้านลูกบาศก์เมตรเหมือนกัน ถามว่ากังวลไหมกับอุตสาหกรรมพวกนี้รวมถึงปิโตรเคมีที่ต้องใช้น้ำมาก ๆ บอกตรง ๆ ไม่กังวล เพราะเริ่มต้นเข้ามา เขาบอกชัดเจนว่าต้องการไฟ น้ำ และสายเคเบิล ซึ่งประเทศไทยมีพร้อมทุกอย่าง อยู่ที่ว่าจะบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพอย่างไร เรื่องราคาค่าน้ำ แน่นอนว่าเขาต้องเป็นน้ำ RO (Reverse Osmosis) เป็นน้ำเกรดอุตสาหกรรม มันสูงกว่าราคาน้ำดิบปกติ แต่เขาก็พร้อมจ่าย

อีก 2 ปีก็ยังไม่ขาดแคลนน้ำ

ถ้าให้ประเมินเรื่องน้ำตอนนี้ ปี 2570 ไตรมาส 2 เรายังไม่ขาดแคลนน้ำ แต่เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เรื่องแผนรับมือถ้าเกิดภัยแล้งย้อนไปปี 2562-2563 ที่แล้งมาก ๆ ปัญหาคือ ผันน้ำช้าเกินไป ประเมินกันแบบระยะสั้น พอถึงหน้าแล้งจริง เราก็ต้องไปสูบน้ำจากแหล่งเล็ก ๆ ผันน้ำจากที่ไกล ๆ มาแทน

แต่ตอนนี้เราพยากรณ์เตรียมแผนไปเลย 2 ปี พอจะวิกฤตจริง เราต้องให้ลูกค้าใช้ “มาตรการ 3R” (Reduce Reuse Recycle) มาช่วยกันก่อน ที่เหลือเราก็มีข้อมูลอยู่แล้วว่าใครใช้น้ำเท่าไร บริหารจัดการตามดีมานด์นั้น และก่อนจะเกิดวิกฤต เราก็เก็บน้ำไว้ให้มากที่สุด เป็นการบาลานซ์ซัพพลายและดีมานด์ที่ได้ผล ส่วนการผันน้ำทะเลเป็นโมเดลที่เราไม่เลือกทำ เพราะการลงทุนสูง ใช้ไฟก็มาก

พิพาทวงศ์สยามเหลือแค่คดีแพ่ง

โครงสร้างผู้ถือหุ้นตอนนี้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ยังเป็นบริษัทแม่ ถืออยู่ 40.2% และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 4.57% ซึ่งเพิ่งประชุมไปเมื่อวันก่อน ไม่ได้สั่งการมาก เน้นแค่มีน้ำไว้ให้พอ และบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืน ส่วนประเด็นข้อพิพาทระหว่างเรากับวงศ์สยาม เรื่องศาลปกครองจบหมดแล้ว เหลือแค่คดีแพ่งประเด็นพื้นที่ทับซ้อน ปัญหาก่อนหน้านี้ที่ว่าเราไม่มีท่อส่ง เพราะเราใช้วิธีเช่าท่อจากรัฐ พอหมดสัญญาเราก็คืน แล้วเราก็ลงทุนท่อเองใหม่หมด ตอนนี้ท่อเรายาว 553 กิโลเมตรครอบคลุมทั่วตะวันออก แผนที่จะขยายพื้นที่อื่น เราก็ต้องสร้างเส้นท่อใหม่ ซึ่งเราพร้อมจะลงทุนตรงนี้เช่นกัน

ที่เราภูมิใจตอนนี้ คือ เราสร้าง “สระเก็บน้ำดิบทับมา” จ.ระยอง มีน้ำ 12 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับช่วงหน้าแล้งได้ประมาณ 1 เดือนครึ่ง ส่วนแหล่งน้ำหลักที่เราสูบน้ำดิบเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติมีอยู่ประมาณ 9 แห่ง ก็จะเหลือแค่อ่างเก็บน้ำคลองหลวง จ.ชลบุรี ที่เราขอมา 4-5 ปีแล้ว เหลือระยะทางอีกแค่ 7 กิโลเมตรยังเข้าไม่ได้ รอภาครัฐพิจารณาเพราะเป็นพื้นที่ของกรมธนารักษ์ กรมชลประทานดูแลอยู่ ถ้าเราไม่ได้แหล่งน้ำนี้ก็ไม่มีปัญหา แค่ว่าถ้ามีเพิ่ม ก็จะทำให้การบริหารจัดการน้ำคล่องมากขึ้น

โฆษณา
โฆษณา
โฆษณา เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวงการก่อสร้าง ดูแพ็กเกจโฆษณา →
โฆษณา เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวงการก่อสร้าง ดูแพ็กเกจโฆษณา →