info@icons.co.th 02-810-8892-6
TH EN
 ข่าวสาร

AOT เปิดแผนลงทุนใหญ่ ยกระดับสนามบินรับฮับบินภูมิภาค

ข่าวหมวดระบบขนส่ง 10 พฤษภาคม 2569 2ครั้ง
AOT เปิดแผนลงทุนใหญ่ ยกระดับสนามบินรับฮับบินภูมิภาค

รัฐบาลโดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบายให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) หรือ ทอท. เร่งพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพการบริการท่าอากาศยาน (สนามบิน) หลักของประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค (Aviation Hub) ทั้งด้านการขนถ่ายผู้โดยสารและสินค้า ซึ่งจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยสะดวก ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และมีศักยภาพในการรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น

สั่งเร่ง 3 โครงการหลัก

โดยจะเร่งเดินหน้า Quick-Win 3 โครงการหลัก ประกอบด้วย 1.เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผน ได้แก่ การจัดหาเทคโนโลยีตรวจจับและยับยั้งอากาศยานไร้คนขับ (Drone) กับป้องกันอันตรายจากนก (Bird Strike)

2.เร่งรัดประกวดราคาโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือมีความพร้อม ประกอบด้วย โครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผู้ประกอบการรายที่ 2) และโครงการให้บริการคลังสินค้า (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผู้ประกอบการรายที่ 2)

และ 3.เร่งนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แผนแม่บทการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ฉบับปี 2568) โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 และโครงการศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่า (Preliminary Feasibility Study) ท่าอากาศยานอันดามันและท่าอากาศยานล้านนา

แผนลงทุน 5 ปี 9 หมื่นล้าน

“ปวีณา จริยฐิติพงศ์” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เผยว่า AOT มีความพร้อมในการขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ภายใต้การบริหารตามแผนแม่บทให้มีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้กว่า 180 ล้านคนต่อปีภายในปี 2577 โดยได้ปรับปรุงแผนการลงทุนระยะ 5 ปี วงเงินรวมประมาณ 80,000-90,000 ล้านบาท

ขณะนี้โครงการที่อยู่ระหว่างเร่งรัดมีจำนวน 4 โครงการ ได้แก่ 1.แผนการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงิน 12,000 ล้านบาท มีขนาดพื้นที่ประมาณ 60,000 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 15 ล้านคนต่อปี

ขณะนี้อยู่ระหว่างรอนำเข้าวาระประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งหากได้รับอนุมัติคาดว่าจะเปิดประมูลและได้ผู้ชนะการประมูลภายใน 4 เดือน และจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2570 และมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2573

2.โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมมูลค่าโครงการ 240,000 ล้านบาท มีขนาดพื้นที่กว่า 1,000,000 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 70 ล้านคนต่อปี โดยแบ่งเป็น 4 เฟส (ระยะ 10 ปี) เฟสแรกคือการออกแบบอาคารผู้โดยสารและการปรับพื้นที่ (Ground Improvement) มูลค่าลงทุน 20,000 ล้านบาท โดยจะมีความชัดเจนในปี 2570

3.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง เฟส 3 วงเงินประมาณ 60,000 ล้านบาท มีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารของท่าอากาศยานดอนเมืองเป็น 50 ล้านคนต่อปี (จากเดิมประมาณ 30 ล้านคนต่อปี) โดยในระยะ 5 ปีแรกคาดว่าจะใช้วงเงินประมาณ 30,000 ล้านบาท

และ 4.โครงการการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 วงเงินประมาณ 16,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 12.5 ล้านคน เป็นไม่น้อยกว่า 18 ล้านคนต่อปี โดยมีกำหนดเปิดให้บริการภายในปี 2572 และโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 2 ที่คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปี 2570

เร่งศึกษาสนามบินอันดามัน-ล้านนา

“ปวีณา” บอกด้วยว่า ในส่วนของท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้น นอกจากแผนการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก และโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้แล้วบริษัทยังจะเร่งขับเคลื่อนโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง

รวมถึงโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 2 และรายที่ 3 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2570

“สำหรับท่าอากาศยานอีก 5 แห่งที่เหลือ AOT จะเร่งลงทุนพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน เพื่อให้ท่าอากาศยานมีศักยภาพในการรองรับเที่ยวบินและ?ผู้โดยสารได้มากขึ้น”

และภารกิจสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ การเร่งศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่า (Preliminary Feasibility Study) ของโครงการลงทุนเพื่อก่อสร้างท่าอากาศยานอันดามัน (จ.พังงา) และท่าอากาศยานล้านนา (ตั้งอยู่ในพื้นที่รอยต่อของ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ และ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน) เพื่อแบ่งเบาการจราจรทางอากาศของท่าอากาศยานภูเก็ตและท่าอากาศยานเชียงใหม่ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางและเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลกอย่างแท้จริง

พัฒนาบริการในสนามบิน

นอกจากนี้ AOT ยังมีแผนเร่งพัฒนาในด้านการให้บริการภายในสนามบินอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อการสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้ชาวต่างชาติเดินทางกลับมาท่องเที่ยว ผ่านการนำเทคโนโลยีอัตโนมัติ และระบบยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริก (Biometric) มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทุกขั้นตอนการเดินทาง

ตั้งแต่โถงผู้โดยสารขาออก จุดเช็กอิน การตรวจสอบผู้โดยสาร ไปจนถึงประตูขึ้นเครื่อง โดยมีบริการระบบเช็กอินและโหลดสัมภาระด้วยตนเอง มีระบบตรวจสอบผู้โดยสาร ระบบสายพานตรวจสัมภาระอัตโนมัติ ระบบตรวจคนเข้าเมืองอัตโนมัติ ฯลฯ เพื่อลดขั้นตอนซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับความปลอดภัย

ปรับขึ้นค่า PSC หนุนการเติบโต

สำหรับงบฯลงทุนนั้น “ปวีณา” บอกว่า เบื้องต้น AOT จะใช้เงินที่เป็นรายได้สะสมจากการเก็บค่าธรรมเนียมขาออก (Passenger Service Charges : PSC) และกระแสเงินสดหมุนเวียนประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปีเป็นหลัก

และด้วยปัญหาตะวันออกกลาง (อิหร่าน-สหรัฐ) ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อต้นทุนน้ำมันอากาศยาน (JET A1) ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งปรับลดเที่ยวบินลงนั้น AOT ได้ปรับลดประมาณการจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานหลักทั้ง 6 แห่งเหลือ 125 ล้านคน จากประมาณการเดิมปี 2568/2569 ที่คาดว่าจะมีประมาณ 130 ล้านคน รวมทั้งยังคงเดินหน้าปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกจากปัจจุบันที่เก็บในอัตรา 730 บาท เป็น 1,120 บาท ในวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ตามที่ประกาศออกไปแล้ว

โดยมองว่าการปรับขึ้นค่า PSC ดังกล่าวนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มโอกาสการเติบโตให้ AOT ในอนาคต

โฆษณา
โฆษณา
โฆษณา เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวงการก่อสร้าง ดูแพ็กเกจโฆษณา →
โฆษณา เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวงการก่อสร้าง ดูแพ็กเกจโฆษณา →