ภารกิจสำคัญของกรมทางหลวง (ทล.) นอกจากบริหารงบประมาณที่ได้รับกว่า 1 แสนล้านบาท ก่อสร้างถนนใหม่ ขยายและซ่อมบำรุงโครงข่ายเดิมให้ประชาชนได้ใช้บริการอย่างปลอดภัย และสนับสนุนการคมนาคมขนส่งของประเทศไทยแล้ว
อีกภารกิจใหญ่คือเดินหน้าก่อสร้างโครงการระดับเมกะโปรเจ็กต์ นั่นคือทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์ ล่าสุดหลังลุยสร้างสาย M6 บางปะอิน-นครราชสีมา และ M81 บางใหญ่-กาญจนบุรี แล้วเสร็จ โดย M81 เปิดเต็มรูปแบบเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเดือนสิงหาคมนี้มีแผนเปิด M6 ช่วงบางปะอิน-ปากช่อง วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ก่อนเปิดตลอดสายช่วงปีใหม่และเก็บค่าผ่านทางเดือนเมษายน 2570
ขณะเดียวกัน กำลังเตรียมแผนเปิดประมูล PPP อีก 3 โครงการ วงเงินกว่า 148,547 ล้านบาท ต่อขยายโครงข่ายให้เชื่อมการเดินทางได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
“ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล” อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า กรมเตรียมแผนลงทุนมอเตอร์เวย์ 3 โครงการ ประกอบด้วย 1.M5 ส่วนต่อขยายโทลล์เวย์ช่วงรังสิต-บางปะอิน ระยะทาง 29 กม. วงเงิน 31,358 ล้านบาท ลงทุนแบบ PPP Gross Cost รัฐเป็นเจ้าของทรัพย์สินและรายได้ค่าผ่านทาง เอกชนจะได้รับค่าตอบแทนจากการให้บริการ มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 34 ปี แบ่งเป็นออกแบบ ก่อสร้าง ติดตั้งงานระบบ 4 ปี ดำเนินงานและบำรุงรักษาโครงการ 30 ปี คาดว่าจะประกาศเชิญชวนได้ปีนี้
2.M9 ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทอง ระยะทาง 35.85 กม. วงเงิน 56,035 ล้านบาท ลงทุนรูปแบบ PPP Net Cost หรือสัมปทาน ระยะเวลา 34 ปี แบ่งเป็นก่อสร้าง 4 ปี บริหารโครงการ 30 ปี เอกชนจะเป็นผู้ลงทุนทั้งหมดและรัฐได้ส่วนแบ่งรายได้ค่าผ่านทาง คาดว่าจะเปิดประมูลภายในปี 2570
โครงการเป็นการก่อสร้างทางยกระดับ แนวเส้นทางจะต่อเชื่อมกับ M9 ช่วงบางบัวทอง-บางปะอิน ซึ่งเป็นระดับพื้นดิน ปัจจุบันกรมอยู่ระหว่างการก่อสร้างเพื่ออัพเกรดถนนวงแหวนตะวันตกเดิมให้เป็นมอเตอร์เวย์สายใหม่ หรือ M9 วงเงิน 15,862 ล้านบาท จะแล้วเสร็จในปี 2573
และ 3.M8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ-ชะอำ กรมเตรียมจะผลักดันโครงการระยะที่ 1 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ ระยะทาง 61 กม. วงเงิน 61,154 ล้านบาท เป็นค่างานโยธา 40,162 ล้านบาท ค่าเวนคืน 14,400 ล้านบาท เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ ขณะนี้อยู่ระหว่างทบทวนค่าก่อสร้างให้เป็นปัจจุบัน จะใช้เงินจากกองทุนค่าธรรมเนียมมอเตอร์เวย์มาก่อสร้างบางส่วนและจากกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย ส่วนค่าเวนคืนจะใช้เงินจากงบประมาณ
เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะเป็นโครงข่ายใหม่ที่จะมาเติมเต็มโครงข่ายปัจจุบัน เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางโลจิสติกส์ครอบคลุมภาคตะวันตก ภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างไร้รอยต่อ
