กฟผ.ลุยพัฒนาพลังงานหมุนเวียนแสงอาทิตย์ สร้างความมั่นคงไฟฟ้าไทยในอนาคต

Power Plant News / ข่าวหมวดโรงไฟฟ้า

กฟผ.ดูงานศึกษานวัตกรรมระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ บาเย่ 1- บาเย่ 2 ณ ราชอาณาจักรสเปน

นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยนายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังหมุนเวียน กฟผ. และนายจรรยง วงศ์จันทร์พงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการปฏิบัติการควบคุมระบบ กฟผ. นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมศูนย์ควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและนวัตกรรมระบบกักเก็บพลังงาน ณ ราชอาณาจักรสเปน และสาธารณรัฐโปรตุเกส

โดยสถานที่แห่งแรกที่ทางกฟผ. เข้าศึกษาดูงานคือประเทศสเปน จะเป็นการศึกษาดูงานเป็นนวัตกรรมเกี่ยวกับระบบกักเก็บพลังงานที่ บาเย่ 1 และบาเย่ 2 หรือ Valle 1 and Valle 2 Concentrated Solar Power Plants ซึ่งบาเย่ 1 และบาเย่ 2 เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ โดยนำกระจกรูปทรงพาราโบล่าสะท้อนรังสีความร้อนจากแสงอาทิตย์ ที่สามารถปรับเพื่อติดตามการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ได้ด้วยระบบไฮดรอลิก และถ่ายเทผ่านความร้อนไปที่ท่อรับความร้อนตรงกลางกระจกโค้ง ซึ่งภายในบรรจุน้ำมันร้อน (heat oil) ที่สะสมความร้อนได้ โดยอุณหภูมิของน้ำมันร้อนหลังจากได้รับความร้อนจะอยู่ที่ประมาณ 393 องศาเซลเซียส

ซึ่งความร้อนที่สะสมอยู่ภายในน้ำมันร้อน ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าแบบโรงไฟฟ้าพลังความร้อน โดยการเอาความร้อนมาต้มน้ำให้เป็นไอน้ำ และนำไปหมุนกังหันไอน้ำ และหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟฟ้า และความร้อนจากน้ำมันร้อนอีกส่วนหนึ่งจะถูกนำความร้อนไปเก็บไว้ที่ถังเกลือเหลวร้อน (Hot Molten Salt) อุณหภูมิประมาณ 393 องศาเซลเซียส เพื่อนำความร้อนไปผลิตไฟฟ้าในช่วงกลางคืน

หลังจากที่เกลือเหลวได้นำไปใช้ถ่ายเทความร้อนแล้ว จะนำไปถูกกักเก็บในถังเกลือเหลวเย็น (Cool Molten Salt) โดยจะอยู่ที่อุณหภูมิ 293 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถกักเก็บพลังงานได้ถึง 7.5 ชั่วโมง ผลิตไฟฟ้าได้ 320 ล้านหน่วยต่อปี มีความสามารถการจ่ายไฟฟ้าให้ประชาชน 40,000 ครัวเรือนต่อ 1 โรงไฟฟ้า รวม 2 โรงไฟฟ้าเป็น 80,000 ครัวเรือน

นอกจากนี้ที่ประเทศไทย ทาง กฟผ. ยังได้นำร่องระบบกักเก็บพลังงานที่ผลิตได้จากกังหันลม มาเก็บไว้ในรูปแบบไฮโดรเจน (Wind Hydrogen Hybrid) เมื่อมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจะนำก๊าซไฮโดรเจนไปผ่านเซลล์เชื้อเพลิงผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า เพื่อใช้ในศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จ.นครราชสีมา รวมถึงการติดตั้งแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System) ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ขนาด 16 เมกะวัตต์-ชั่วโมง และสถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี ขนาด 21 เมกะวัตต์-ชั่วโมง

เนื่องจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงทั้งสองแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ที่มีพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ เชื่อมต่อเข้าระบบไฟฟ้าปริมาณมาก เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เตรียมพร้อมให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าทันสมัยมากขึ้น (Grid Modernization) โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563

นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ เปิดเผยว่า พลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยมีการพัฒนาที่ดีขึ้น โดยการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนหรือ โซล่า รูฟท็อป (Solar Rooftop) สามารถให้ประชาชนได้ติดตั้งโซล่า รูฟท็อป บนหลังคาบ้าน จากนั้นก็สามารถขายไฟคืนให้กับการไฟฟ้าได้ นี่คือตัวอย่างที่จะส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนได้ดี แล้วหลังจากนั้นไปอีก10 ปีหลัง ของแผน EDP 2018 ก็จะมีปริมาณมากขึ้นจากปีละประมาณ 100 เมกะวัตต์ ก็เป็นเป็นปีละ 1,000 เมกะวัตต์ ก็จะผลให้ปลายแผนสัดส่วนของพลังานหมุนเวียนเทียบกับการผลิตทั้งหมด ก็จะเพิ่มขึ้น 20-40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งพลังงานหมุนเวียนนี้แน่นอนว่าจะมีเข้ามาในอนาคต ก็มีการเตรียมแผนที่จะรองรับ รวมทั้งภาคประชาชนทั่วไป บางส่วนก็สามารถติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ตามบ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล

ซึ่งทาง กฟผ. ในฐานะส่วนที่ดูแลระบบ ก็สังเกตเห็นได้จากปริมารการใช้งานช่วงเวลากลางวันที่มีแดด ก็มีการใช้งานที่ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ ในอนาคตถ้ามีการใช้งานแบบนี้มากขึ้น อาจจะมีปริมาณการใช้งานลดกว่าแผนที่คาดการณ์ไว้ โดยทิศทางพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทย เป็นเรื่องน่าสนใจต้องจับตาดู

ประเทศเทศไทยจะมีศักยภาพเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ โซล่าเป็นหลัก ซึ่งสามารถทำงานทดแทนระบบไฟฟ้าแบบเดิมได้ 100 เปอร์เซ็นต์และทดแทนได้ในราคาที่ถูกกว่า สามารถจับต้องได้ จึงเป็นสิ่งที่ควรสนใจในคุณสมบัติดังกล่าว เพื่อที่จะไม่ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสที่จะได้ใช้ของเหล่านี้

สำหรับสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนถ้ามีมากขึ้น สิ่งที่ต้องเตรียมความพร้อม คือจะต้องมีการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเก่าที่มีอยู่ให้พร้อมที่จะรองรับ ซึ่งก็เป็นภารกิจของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ที่ได้รับมอบหมายของแผน EDP 2018 คือแผนการศึกษาเรื่องพลังงานหมุนเวียนที่เข้ามามีสัดส่วนมากขึ้น ระบบไฟฟ้าเดิมจะต้องมีการปรับตัวรองรับอย่างไร ซึ่งการที่ กฟภ. มาดูงานที่โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ บาเย่ 1- บาเย่ 2 ประเทศสเปน จะเห็นได้ว่าทางประเทศสเปนนั้น มีพลังงานหมุนเวียนใช้ค่อนข้างมาก แล้วประเทศสเปนนั้นมีการปรับตัวอย่างไร

นายพัฒนา กล่าวอีกว่า ในขณะเดียวกันโรงไฟฟ้าเอง ต้องปรับตัวให้พร้อมรองรับพลังงานหมุนเวียน ต้องสามารถเดินโรงไฟฟ้าเองได้แม้ที่เรทต่ำๆ ยกตัวอย่างเช่น ปกติแล้วโรงไฟฟ้าเดินอยู่ที่ 50-60 เปอร์เซ็นต์ ก็จะดับ ดังนั้นต้องปรับลงมาให้เดินได้ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ถึงจะดับ เพราะฉะนั้นถ้าหากมีพลังงานหมุนเวียนเข้ามา จะต้องช่วยลดกำลังการผลิตไฟฟ้าหลักลงมาถึง 30 เปอร์เซ็นต์ด้วยเช่นกัน

พอลงมาเดินได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์แล้วแดดหมดในตอนเย็น ต้องเร่งขึ้นไปใน 80-90 เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องไปปรับปรุงโรงไฟฟ้าให้มีอัตราเร่งที่เร็วขึ้นมาทันถ่วงที และยังต้องมีแหล่งกักเก็บพลังงานอันอื่นๆด้วย เช่น แบตเตอรี่ จะต้องมีเข้าไปเสริม

นายพัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่กฟผ.มาศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าที่สเปน ทางเมืองไทยก็มีเริ่มเช่นกันคือเรื่อง Renewable energy Forecast Center ทางประเทศไทยก็เริ่มทำแล้วที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต โดยโครงการนี้ทดลองทำที่โรงไฟฟ้าวังน้อย แล้วทำแบตเตอรี่ หรือ (energy storage) ก็มีแพลนที่จะทำที่ อำเภอบำเหน็จนรงค์ กับอำเภอชัยบาดาล นี่คือตัวอย่างที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตดำเนินการ ซึ่งในกรณีนี้จะทำมากน้อยแค่ไหน จะต้องดูด้วยว่าในอนาคต จะมีพลังงานหมุนเวียนเข้ามามากน้อยแค่ไหนด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ในส่วนของศูนย์พยากรณ์ จะต้องพยากรณ์ปริมาณไฟฟ้าที่ได้จากแสงแดด โดยต้องสามารถพยากรณ์ได้ว่า ถ้าเรามีโซล่าฟาร์ม หรือโซล่า เซลล์ อยู่ในพื้นที่ใดๆก็ตามในประเทศไทย เราจะก็มีโอกาสได้ไฟจากโซล่าต่างๆเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นการพยากรณ์โดยตามมาตรฐานสากล คือต้องพยากรณ์ 1 ชั่วโมงล่วงหน้า ต้องสามารถทราบแล้วว่าจะได้ไฟมากน้อยแค่ไหน หรือจะเป็นการพยากรณ์เป็นครึ่งวันล่วงหน้า 1 วันล่วงหน้า 1อาทิตย์ล่วงหน้า หรือ 1 เดือนล่วงหน้าได้ ทั้งนี้ถ้าเราสามารถทำได้สำเร็จและแม่นยำจะถือว่า Renewable energy Forecast Center จะสำเร็จได้

ในกรณีนี้อาจจะต้องไปร่วมด้วยกับกรมอุตุนิยมวิทยาในการพยากรณ์อากาศ หรือจะต้องไปประสานงานกับผู้ดูแลเรื่องทรัพยากรน้ำ ในส่วนนี้จะนำมารวบรวมเป็นข้อมูลด้วยกัน ไปดูในเรื่องศักภาพในการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ว่าถ้าเป็นโซล่าพาแนลแบบรุ่นเก่าจะเป็นอย่างไร และถ้าเป็นโซล่าพาแนลรุ่นใหม่จะเป็นอย่างไร จะดีต่างกันอย่างไร สิ่งนี้คือข้อมูลที่นำเข้ามาเป็นบิ๊กเดย์ต้า (Big Data) และนำบิ๊กดาต้าเหล่านั้นมาทำวิเคราะห์ ถึงจะสรุปผลและจึงพยากณ์ได้ หรืออาจจะนำข้อมูลในอดีตหลายๆปีที่เก็บไว้ เพื่อนำมาประกอบการใช้งาน ก็จะทำให้สามารถพยากรณ์ได้แม่นยำขึ้น ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ได้เพิ่งเริ่มตั้งศูนย์ Renewable energy Forecast Center ถ้าหากจะให้สมบูรณ์ตามแบบเป้าหมายชัดเจน อย่างน้อยต้องใช้เวลา 2-3 ปี

ทั้งนี้ในเรื่องการตัดสินใจเดินหน้าพลังงานหมุนเวียน ส่วนนี้เป็นเรื่องของนโยบายของฝ่ายภาครัฐ ที่จะสะท้อนออกมาในแผน EDP 2018 ในขณะนี้แผน EDP 2018 ก็สะท้อนให้เห็นว่ามีการดำเนินการระดับหนึ่งใน 10 ปีแรก และจะเร่งดำเนินการเพิ่มขึ้นอีก 10 ปีต่อไปของแผน เพราะแผนของ EDP 2018 จะเป็นแผนงานที่วางไว้ 20 ปีล่วงหน้า ในส่วนนี้จะเห็นภาพว่า ในแนวนโยบายของฝ่ายรัฐจะผลักดันเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหนในแต่ละระยะดำเนินการ

สำหรับการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ปัจจุบันนี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้เกินความต้องการใช้งาน ซึ่งตอนนี้มีการผลิตหลักและสำรองถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ถ้าดูตามแผน EDP 2018 แล้วก็จะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าหลักเพิ่ม ในระยะเวลา 7-8 ปีข้างหน้า ตั้งแต่ปี 2561-2568 ไม่มีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหญ่เพิ่มเติม จะมีก็เพียงเรื่องการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนเล็กๆน้อยๆ เช่นพลังงานหมุนเวียน ไบโอแมสจากขยะ (Biomass) โดยท่านรัฐมนตรีท่านใหม่ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ท่านมีนโยบายเรื่อง Energy for all ในส่วนที่เป็นไบโอแมส หรือส่วนที่เป็นโซล่าเซลล์ไฮบริด ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นส่วนที่ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนให้เพิ่มมากขึ้นอีกเล็กน้อย

25/11/2562  แนวหน้า (25 พฤศจิกายน 2562)

ผู้สนับสนุน