แสนสิริกาง 5 ปีผุดโรงแรมทั่วโลก 25 เมือง

Hotel News / ข่าวหมวดโรงแรม

ไลฟ์สไตล์โฮเต็ล - ธุรกิจร่วมทุนกลุ่มแสนสิริบนแพลตฟอร์มระดับโลก ประกาศแผนลงทุนสร้างแบรนด์ร่วมกับกลุ่มสแตนดาร์ดโฟกัสตลาดโซนเอเชียรองรับเทรนด์ลูกค้ามิลเลนเนียลเติบโตสูงที่สุดในโลก

ธุรกิจร่วมทุนแสนสิริ “The Standard” ผุดโรงแรมลอนดอน-มัลดีฟส์ วาดเป้า 5 ปีปักหมุด 25 แห่งทั่วโลก

นายอามาร์ ลาลวานี CEO กลุ่ม Standard International เปิดเผยว่า สแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นแบรนด์โรงแรมอเมริกัน ปีนี้มีความพร้อมในการเปิดตัวโรงแรมภายใต้แบรนด์สแตนดาร์ด ตั้งเป้าภายใน 5 ปี มีเครือข่าย 25 แห่ง โดยปัจจุบันสัดส่วน 60% ของคนรุ่นมิลเลนเนียลของโลก อาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย ดังนั้นจึงวางแผนลงทุนโรงแรมมากกว่า 90% นอกสหรัฐอเมริกา สัดส่วน 2 ใน 3 อยู่ในทวีปเอเชีย

ทั้งนี้ แนวโน้มตลาดโรงแรมทั่วโลกมีอัตราการเติบโต 2 เท่าภายใน 5 ปี (2562-2566) จากเดิมก่อนหน้านี้เติบโตเฉลี่ย 3.6% คาดว่าเพิ่มเป็นเติบโตเฉลี่ย 7.8% ต่อปี ในด้านกำลังซื้อพบว่า 60% ของลูกค้ากลุ่มมิลเลนเนียลทั่วโลกอยู่ในเอเชีย, ภายในปี 2563 สัดส่วน 40% ของเจน Z อยู่ในอเมริกา อียู BRIC

สำหรับแผนร่วมทุนกับแสนสิริ นอกจากตั้งออฟฟิศในเมืองไทย กลุ่มสแตนดาร์ดมีการลงทุนและทำสัญญาเข้าบริหารให้กับโรงแรม 16 แห่ง ในมัลดีฟส์, มิลาน, ปารีส, เกาะสมุย, หัวหิน, ภูเก็ต, จาการ์ตา, ชิคาโก บริหารโรงแรม ESCAPE ในเครือแสนสิริที่หัวหินกับเขาใหญ่

ล่าสุดปีนี้ ปักหมุดในเมืองท่องเที่ยวระดับโลก 2 เมืองหลัก คือ มัลดีฟส์กับลอนดอน ในขณะที่มีดีลการเจรจาในเมืองเม็กซิโกซิตี้, กรุงลิสบอน, เมืองบอร์โดซ์, พัทยา, เมลเบิร์น และบริหารให้กับโรงแรม ESCAPE ป่าตอง ภูเก็ต ตามแผนคาดว่าภายในปี 2567 กลุ่มสแตนดาร์ดมีเครือข่าย 25 แห่ง

นายศุภกรณ์ เวชชาชีวะ กรรมการบริหารและที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และกรรมการบริหาร สแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวเพิ่มเติมว่า เทรนด์การลงทุนโรงแรมเซ็กเมนต์ luxury lifestyle hotel เป็นเรื่องใหม่และมาแรงในระดับโลก

“จะเห็นปรากฏการณ์หลายปีมานี้ แบรนด์โรงแรมระดับเวิลด์คลาสมีการทุ่มซื้อแบรนด์เพื่อเสริมพอร์ต อย่างเช่น กลุ่มซิกเซนส์ เพิ่งมี 20 กว่าแห่ง แต่ซื้อขายกิจการ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ จึงมองว่าเป็นแนวทางธุรกิจที่มีความท้าทาย ซึ่งผมนั่งอยู่ใน 2 บอร์ดทั้งแสนสิริและกลุ่มสแตนดาร์ด เรามีความมั่นใจกับแผนลงทุนว่ามีโอกาสประสบความสำเร็จสูง แต่ทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากการสร้างแบรนด์ให้รับรู้ในระดับโลก”

ทั้งนี้ โมเดลธุรกิจ แสนสิริถือหุ้นในกลุ่มสแตนดาร์ด 30% โดยตลาดเมืองไทย แสนสิริมีบทบาททั้งผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุน วางแผนเปิดบริการเดอะสแตนดาร์ดบนทำเลอสังหาริมทรัพย์ตากอากาศทางทะเล ครบทั้งภูเก็ต พัทยา หัวหิน สมุย รูปแบบการลงทุนมองวงจรเป็นการลงทุนระยะยาว เพราะแสนสิริก็เป็นดีเวลอปเปอร์ที่มองการเติบโตในระยะยาว

“แสนสิริยินดีอย่างยิ่งที่เห็นการเติบโตของสแตนดาร์ด ในเมืองไทยมีแสนสิริเป็นอินเวสเตอร์ ส่วนตลาดทั่วโลกจะมีอินเวสเตอร์ที่ไปลงทุนในแต่ละประเทศ วิธีคิดทำยังไงให้ทุนที่เขามาลงทำให้คุ้มค่า ส่วนสแตนดาร์ดจะคิดแมเนจเมนต์ฟี”

“โรงแรมในกลุ่มสแตนดาร์ด อัตราเข้าพัก หรือ occupency rate มากกว่า 90% ถ้ารวมทุกแห่งเฉลี่ยอัตราเข้าพัก 80% และเทียบกับคู่แข่งในระดับโรงแรม 5 ดาวด้วยกัน เรามีราคาสูงกว่า 15% ข้อแตกต่างในด้านตัวเลข ปกติโรงแรมมีรายได้ 2 ส่วนหลัก คือ ค่าห้องพัก 75% กับค่าอาหารและเครื่องดื่ม หรือ F&B 25% ในขณะที่เดอสแตนดาร์ดสัดส่วนรายได้เท่ากันอย่างละ 50/50 เพราะรายได้ F&B มาจากลูกค้าวอล์กอินด้วย”

ปัจจุบันกลุ่มสแตนดาร์ดเปิดบริการ 7 แห่งในฮอลลีวูด, ดาวน์ทาวน์ LA, ไมอามี, นิวยอร์กย่านไฮไลน์กับอีสต์วิลเลจ รวมกับลอนดอนและมัลดีฟส์ที่เปิดบริการปีนี้ รวม 1,309 ห้องพัก แผนในอนาคตเปิดเพิ่มอีก 12 มหานครหลัก จำนวนห้องเพิ่มอีก 1,821 ห้องพัก

19/8/2562  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (19 สิงหาคม2562)

ผู้สนับสนุน