คมนาคมชงโปรเจ็กต์ “แบริเออร์-เสาหลักนำทางยางพารา” ชิงงบเงินกู้ 4 แสนล้าน

Infrastructure News / ข่าวหมวดงานสาธารณูปโภค

นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.) เปิดเผย”ประชาชาติธุรกิจ”ว่า ได้นำโครงการจัดทำกำแพงคอนกรีตหุ้มยางพาราที่สร้างบนเกาะกลางถนนและเสาหลักนำทาง เสนอของบประมาณเงินกู้ในวงเงิน 4 แสนล้านบาทตามพ.ร.ก.เงินกู้ฯ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมมาดำเนินการสำหรับในปี ?2563-2564? ประมาณ 40,000 ล้านบาท แยกเป็นของกรมทางหลวงประมาณ 36,000 ล้านบาท และกรมทางหลวงชนบทประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท ในการดำเนินการกำแพงคอนกรีตหุ้มยางพารา ระยะทาง 6,000 กม. และเสาหลักนำทางอีก 730,000 ต้น

ขอใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน

“โครงการที่เสนอขอใช้เงินกู้ จะดำเนินการเสร็จในปี 2564 ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการช่วยเหลือเกษตร เป็นโครงการมีประโยชน์ 2 ด้าน คือเพื่อความปลอดภัยผู้ใช้ทาง และสนับสนุนเกษตรชาวสวนยาง เพราะจะซื้อตรงจากสหกรณ์ที่ขึ้นตรงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะทำให้ภาพรวมราคายางสูงขึ้น “

ก่อนหน้านี้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า วันที่ 12 มิ.ย.จะมีการลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้เชิญพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นากยรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี โดยจะจัดขึ้นที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

สำหรับในส่วนของกระทรวงคมนาคมมีกรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เป็นผู้ดำเนินการ โดยจะเป็นการดำเนินการใน 2 ลักษณะคือ 1. การผลิตหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) โดยอุปกรณ์นี้จะลดแรงกระแทกจากมอเตอร์ไซด์ลง ทำให้สถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุลดลง และขอย้ำว่าจะไม่มีการทุบหลักนำทางคอนกรีตแบบเดิม เพียงแต่จะนำไปใช้ในบริเวณที่ยังไม่มีหลักนำทางก่อน ประโยชน์ของการติดตั้งคือ เป็นการย้ำเตือนถึงความระมัดระวังในการขับขี่

และ 2. การใช้แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) นำมาใช้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทางทางถนนมากขึ้น โดยมีการศึกษาร่วมกับม.สงขลานครินทร์ โดยจะนำมาใช้กับถนนที่มีขนาด 4 ช่องจราจรขึ้นไป และจะเริ่มดำเนินการในพื้นที่ที่ยังไม่มีเกาะกลางถนนก่อน ส่วนถนนอื่นๆที่มีเกาะกลางอยู่แล้ว ก็จะไม่เข้าไปรื้อออกแต่อย่างใด ซึ่งแบริเออร์หุ้มยางพาราได้รับทดสอบแล้วว่า สามารถรับแรงกระแทกจากรถยนต์ได้สูงสุดถึง 120-130 กม./ชม. และไม่เกิดปรากฎการณ์กำแพงระเบิดแล้วพุ่งไปชนกับรถอีกเลนหนึ่งแน่นอน อีกทั้งรถที่ชนกับแบริเออร์นี้จะไม่พลิกคว่ำด้วย ใช้งบฯดำเนินการ 8.5 หมื่นล้าน ทั้งนี้กระทรวงอยู่ระหว่างเตรียมการของบประมาณดำเนินการในระยะเวลา 3 ปี (2563-2565) รวม 85,623 ล้านบาท แยกเป็นปี 2563 จำนวน 2,454 ล้านบาท ปี 2564 จำนวน 39,175 ล้านบาทและปี 2565 จำนวน 43,994 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะต้องกำหนดความต้องการใช้ยางพาราและแผนก่อสร้างต่างๆให้ชัดเจนก่อนจะของบประมาณ และ ทล.-ทช. จะต้องเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้เกษตรกรด้วย ส่วนกระทรวงเกษตรฯจะต้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆโดยตรงกับ ทล.และทช. โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางเด็ดขาด เพื่อเม็ดเงินถึงมือเกษตรกรอย่างแท้จริง ส่วนเกษตรกรใดจะเข้าข่ายนั้น ต้องขึ้นอยู่การกำหนดของกระทรวงเกษตรฯ 3 ปี ทุ่ม 4.2 หมื่นล้าน โดยมีการตั้งเป้าหมายเพื่อวางแผนการใช้งาน RFB และ RGP ไว้แล้ว สำหรับ RFB ในระยะ 3 ปี (2563-2565) ทั้ง ทล.-ทช. มีเป้าหมายที่จะใช้งาน RFB รวม 12,282.35 กม. วงเงินดำเนินการรวม 40,545.308 ล้านบาท แบ่งเป็นปีแรก 250 กม. วงเงิน 825.250 ล้านบาท ปี 2564 จำนวน 5,742.81 กม. วงเงิน 18,957.019 ล้านบาท และปี 2565 จำนวน 6,289.92 กม. วงเงิน 20,763.039 ล้านบาท ขณะที่ตัวเสาหลักนำทาง เป้าหมาย 3 ปี (2563-2565) จะมีการใช้งานรวม 1,063,381 ต้น วงเงินดำเนินการรวม 1,818.382 ล้านบาท แบ่งเป็นปีแรก 289,365 ต้น วงเงิน 494.814 ล้านบาท ปี 2564 จำนวน 334,452 ต้น วงเงิน 571.913 ล้านบาท และปี 2565 จำนวน 439,564 ต้น วงเงิน 751.654 ล้านบาท และตลอดระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี เกษตรกรจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้คิดเป้นจำนวนเงินรวม 30,108.463 ล้านบาทโดยมีจำนวนยางพาราที่ต้องใช้ทั้งหมด แบ่งได้เป็น 1.ยางแห้ง 302,385.403 ตัน และ 2. น้ำยางสด 1.007 ล้านตัน
11/6/2563  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (11 มิถุนายน 2563)

พื้นที่โฆษณา