info@icons.co.th 02 810 8892-6 44.201.97.224

“ไมเนอร์ฟู้ด” ปูพรมพันสาขา เพิ่มแบรนด์ใหม่ ตะลุยต่างประเทศ

Retails News / ข่าวหมวดห้างสรรพสินค้า

ไมเนอร์ฯกางแผน 3 ปี 2567-2569 ทุ่มงบฯกว่า 30,000 ล้าน ขยายสาขาเพิ่ม 1,000 สาขา ทั้งในไทยและต่างประเทศ เน้นขยายสาขานอกห้างสรรพสินค้า-ศูนย์การค้า ในรูปแบบโมเดลใหม่ ๆ พร้อมเตรียมออกโปรดักต์ใหม่ เพื่อสร้างยอดขายต่อบิลให้สูงขึ้น ล่าสุดเตรียมนำแบรนด์แดรี่ควีน-ซิซซ์เล่อร์-GAGA-เดอะ คอฟฟี่ คลับ บุกตลาดต่างประเทศ ภายใน 3 ปี ตั้งเป้ารายได้เติบโตปีละ 8-10%

นายชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงาน Opportunity Day (28 กุมภาพันธ์) ว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/67 เติบโตดีต่อเนื่องทั้งธุรกิจโรงแรมและธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมที่อัตรารายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ของโรงแรมในยุโรปและไทยเติบโตสูงขึ้นมากกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 และยังมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารปรับตัวดีขึ้น จากการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) ที่เติบโตอยู่ประมาณ 2-3% ซึ่งหลัก ๆ มาจากร้านแดรี่ควีน, สเวนเซ่นส์ และเดอะ พิซซ่า ฮัท คอมปะนี ที่ปรับตัวดีขึ้น

สำหรับแผนการดำเนินงานจากนี้ไป บริษัทได้มีการวางแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2567-2569) โดยได้วางงบฯการลงทุนไว้ 30,000 ล้านบาท โดย 70% จะลงทุนในธุรกิจโรงแรม และอีก 30% ลงทุนในธุรกิจร้านอาหาร โดยในปี 2567 นี้จะลงทุนประมาณ 13,000 ล้านบาท โดยในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด จะยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการคิดค้นและพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ การจัดแคมเปญ โปรโมชั่น เพื่อให้ลูกค้ามีประสบการณ์กับแบรนด์ที่มากขึ้น รวมถึงเพื่อให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

ยกตัวอย่างแดรี่ควีน ที่มีการออกเมนูใหม่ ๆ เช่น Ovaltine Volcano, Crispy Brownie, Thai Tea Slushy และ Kids Premium Offerings เป็นต้น และนอกจากการทำโปรโมชั่นเพื่อดึงคนเข้ามาที่ร้านแล้ว ยังคงต้องเพิ่มการใช้จ่ายต่อบิลให้สูงขึ้นด้วย

ส่วนการขยายสาขาภายใน 3 ปี (2567-2569) ก็จะยังคงขยายสาขาอย่างต่อเนื่องทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยจะขยายสาขาเฉลี่ยปีละ 8-10% โดยตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มอีก 1,000 แห่ง หรือเพิ่มขึ้นเป็น 3,700 สาขา จากปัจจุบันมีร้านอาหารในเครืออยู่ 2,645 สาขา แบ่งเป็น สาขาที่ลงทุนเอง 51% และแฟรนไชส์ 49%

โดยการขยายสาขาเพิ่มจะเน้นการเปิดในโลเกชั่นที่อยู่นอกห้างสรรพสินค้า และศูนย์การค้ามากขึ้น อาทิ อาคารพาณิชย์ ที่อยู่ใกล้กับย่านที่อยู่อาศัย เป็นต้น และส่วนร้านที่จะขยายเพิ่ม จะมีการทำรูปแบบใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่เฉพาะแค่การนั่งทานที่ร้านเพียงอย่างเดียว แต่จะมีในรูปแบบอื่น ๆ อาทิ GRAB&GO คีออสก์ และดีลิเวอรี่ เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีแผนสร้างยอดขายผ่าน Membership ที่มีอยู่ในแต่ละแบรนด์ให้มากขึ้นเช่นเดียวกัน

ส่วนตลาดต่างประเทศ มีแผนจะนำแบรนด์ร้านอาหารในเครือขยายไปในต่างประเทศมากขึ้น อาทิ เอเชีย ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย จีน และอินเดีย เป็นต้น ส่วนแบรนด์ที่เปิดอยู่แล้วก็จะขยายไปยังตลาดใหม่ ๆ มากขึ้น เช่น แดรี่ควีนจะเข้าไปขยายในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอีก 10 เท่าตัว ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จากเดิมที่มีอยู่ 19 สาขา

รวมถึงจะนำแบรนด์เครื่องดื่มกาก้าเข้าขยายในอินโดนีเซีย และประเทศอื่น ๆ เพิ่ม ส่วนเวียดนามเพิ่งเปิดซิซซ์เล่อร์ร้านแรกเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และจะนำเดอะ คอฟฟี่ คลับ เข้าไปเปิดเพิ่มภายในปีนี้ เช่นเดียวกับเดอะ พิซซ่า คอมปะนี ที่กลางปีนี้เตรียมที่จะเปิดตัวสาขาแฟรนไชส์เป็นครั้งแรกในสิงคโปร์อีกด้วย

จากแผนการดำเนินงานดังกล่าว คาดว่าธุรกิจร้านอาหารจะสร้างการเติบโตของรายได้อยู่ที่ประมาณ 8-10% ต่อปี และมีการเติบโตของผลกําไรอยู่ที่ 15-20% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าอัตราการเติบโตของรายได้

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2566 ที่ผ่านมา บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล มีกำไรสุทธิ 7,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวจากปีก่อน ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ จากธุรกิจการบริการและการท่องเที่ยวที่มีธุรกิจใน 63 ประเทศ ส่วนหนึ่งเกิดจากการฟื้นตัวของการเดินทางในไทยและผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในทวีปยุโรปสะท้อนจากไตรมาส 4/2566 มีกำไรสูงถึง 2,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77%

8/3/2567  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ( 8 มีนาคม 2567 )

ช่องยูทูปของ iCONS