info@icons.co.th 02 810 8892-6 216.73.216.181

ปี’69 กฟผ.ลงทุน 2.2 หมื่นล้าน สร้างสายส่ง-พัฒนาระบบไฟฟ้าภาคใต้

Power Plant News / ข่าวหมวดโรงไฟฟ้า

กฟผ.มั่นใจพลังงานสะอาดขยับสัดส่วนเพิ่มแน่ ทุ่ม 22,000 ล้านบาท สลัดคราบจากผู้ผลิตหลักเป็นผู้ดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าให้ประเทศ ทั้งซัพพอร์ต จัดหาแหล่งพลังงานต้นทุนต่ำให้มากที่สุด จับตาโซลาร์ลอยน้ำ 3 เขื่อน 1,638 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้า SMR ต้องเกิด รออีกไม่กี่ปี เร่งนำเข้า LNG ราคาถูกแบบสัญญาระยะยาวหวังกดราคาค่าไฟให้ถูกลงให้ได้

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ทิศทางพลังงานโลกในปี 2569 จะยิ่งมีความต้องการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการขยับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยเร็วขึ้นเป็นปี ค.ศ. 2050 (2593) ภารกิจของ กฟผ. จากที่เคยเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าป้อนให้กับทุกภาคส่วนในประเทศ ชัดเจนว่าจากนี้บทบาทของ กฟผ. จะต้องมุ่งไปสู่การดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าไทย และต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศให้มีสัดส่วนของพลังงานสะอาดมากขึ้น ที่จะสร้างทั้งความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและการเติบโตในอนาคต

สำหรับปี 2569 เตรียมเงินลงทุนไว้ 22,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้า 183 ล้านบาท การก่อสร้างและปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้า 13,000 ล้านบาท และยังเตรียมใช้ในแผนระยะยาว เช่น การปรับปรุงรักษาเสถียรภาพโรงไฟฟ้า ปรับปรุงระบบสายไฟฟ้าแรงสูงพื้นที่ภาคใต้อีกประมาณ 9,200 ล้านบาท

สำหรับพลังงานสะอาดที่จะเกิดขึ้นคือ โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์ เป็นนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งขณะนี้ขั้นตอนอยู่ระหว่างเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2570

ขณะที่แผนการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan : PDP) ฉบับใหม่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งที่ผ่านมามีข้อเรียกร้องจากหลายภาคส่วนให้เพิ่มสัดส่วนของ กฟผ.มากกว่า 50% ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 30% เพื่อสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องรอแผน PDP ใหม่ออกมาให้ชัดเจน ขณะที่การเพิ่มโรงไฟฟ้าในแผน PDP ฉบับใหม่นั้น ขณะนี้คณะอนุกรรมการจัดทำแผน PDP อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งปัจจัยหลักขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ไฟฟ้า ปัจจุบันโรงไฟฟ้าที่ยังเดินเครื่องอยู่มีกำลังการผลิตเพียงพอหรือไม่ รวมถึงการประเมินยืดอายุและยกเลิกการใช้งานโรงไฟฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการยืดอายุโรงไฟฟ้าแม่เมาะออกไปอีก ซึ่งถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ส่วนแผนการเดินหน้าลงทุนโรงไฟฟ้าภาคใต้ตามแผน PDP นั้น พบว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าพื้นที่ภาคใต้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแผน PDP เดิมยังคงมีแผนบรรจุโครงการโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานีไว้อยู่ แต่ในแผน PDP ฉบับใหม่จะมีการปรับปรุงอย่างไรยังต้องพิจารณาเพิ่มเติม

“เราพยายามบริหารเรื่องเชื้อเพลิงหาแหล่งต้นทุนที่ต่ำที่สุด ขณะที่ภาระต้นทุนคงค้างที่ กฟผ. ที่แบกรับไว้ปัจจุบันอยู่ที่ 40,000 กว่าล้านบาท จากเดิมที่เคยรับภาระกว่าแสนล้านบาท ต้องยอมรับว่ามีดอกเบี้ยที่สูง แต่ กฟผ.ก็ต้องดูแลค่าไฟให้กับประชาชนให้ถูกที่สุด ซึ่งต้องจัดการให้เกิดความสมดุลกันระหว่างสองทาง จากสถานการณ์ปัจจุบันจะได้รับเงินที่ค้างอยู่ภายในปี 2570 แต่ก็ต้องติดตามความตึงเครียดด้านปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง หากแนวโน้มลดลงก็จะส่งผลให้ราคา LNG ลดลงได้ ซึ่งคาดว่าช่วงปีหน้าราคาจะอยู่ที่ระดับ 10-12 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู”

ดังนั้น จึงเร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราคาถูกด้วยสัญญาระยะยาว 1 ล้านตันต่อปี เป็นระยะเวลา 10-15 ปี ขณะนี้มีผู้สนใจมากกว่า 20 ราย คาดว่าจะเปิดประกวดราคาภายในปี 2569 ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถหาราคา LNG ต้นทุนต่ำกว่าราคามาตรฐานที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนด ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำและแข่งขันได้ ซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าให้ลดลงได้ในอนาคต พร้อมแสวงหาโอกาสต่อยอดธุรกิจ LNG ซึ่งล่าสุดบริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง กฟผ. กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ Topside สูบถ่าย LNG จากเรือขนส่งเข้าสู่สถานี LNG ณ ท่าเทียบเรือที่ 2 ของสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด แห่งที่ 2 จ.ระยอง เพื่อให้สถานีสามารถรักษาความต่อเนื่องของการรับเรือและจ่ายก๊าซธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศในระยะยาวเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมองหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่ยั่งยืน อาทิ การนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วน 5% โดย กฟผ.ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบเชื้อเพลิงผสมไฮโดรเจนของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม กฟผ. รวมทั้งสิ้น 6 โรงไฟฟ้า ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าน้ำพอง และโรงไฟฟ้าจะนะ

ขณะนี้อยู่ระหว่างการรายงานผลการศึกษา ข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าต่อคณะกรรมการ กฟผ. การศึกษาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียบนพื้นที่ศักยภาพ รวมถึงผลักดันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูล (Small Modular Reactor : SMR) ไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เป็นพลังงานสะอาด และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ สอดรับกับความต้องการของนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์

ดังนั้น เมื่อพลังงานหมุนเวียนมีปริมาณและดีมานด์เพิ่มขึ้น อาจเกิดความผันผวนของระบบไฟฟ้า เนื่องด้วยข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียนที่มีความไม่เสถียร ทั้งพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอดเวลา นอกจากต้องเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพิ่มความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้าแล้ว โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับจะเข้ามาซัพพอร์ตความเสี่ยงตรงนี้ เพราะโรงไฟฟ้าชนิดนี้เป็นระบบกักเก็บพลังงานประเภทหนึ่ง ใช้หลักการเดียวกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำทั่วไปคือ เก็บกักน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำ แล้วปล่อยน้ำผลิตไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้ามาก โดยใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าทดแทนไฟฟ้าจากพลังลมหรือแสงอาทิตย์ที่ขาดหายไปได้ทันที แตกต่างจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ต้องใช้เวลาในการเตรียมการ 2-4 ชั่วโมง ปัจจุบันอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนกะทูน

“หลังจากที่เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ.คนที่ 17 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา คาดหวังไว้อยากให้ กฟผ.เป็นมากกว่าด้านไฟฟ้าและความมั่นคง แต่เป็นผู้นำพลังงานของประเทศด้วยพลังงานสะอาด เราวางโพซิชั่นเป็นผู้ดูแลความมั่นคงพลังงานของประเทศ”

7/12/2568  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ( 7 ธันวาคม 2568 )

โฆษณาแบนเนอร์