
กลุ่มดุสิตธานี เดินหน้าขับเคลื่อนแผนการเติบโต เผยปี69 เปิดให้บริการโรงแรมใหม่กว่า 1,400 ห้องทั่วโลก ทั้งเอเชีย ตะวันออกกลาง ตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ หลังสร้างสถิติลงนามในสัญญาบริหารโรงแรมใหม่รวม 24 แห่งในปีที่ผ่านมา สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ชี้สะท้อนศักยภาพของแบรนด์ดุสิตธานีในเวทีสากล รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาว
นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้ว่าปี 2569 นี้ธุรกิจจะเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนทางการเมือง กระบวนการด้านกฎระเบียบ ตลอดจนปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ในแต่ละประเทศ แต่กลุ่มดุสิตธานีพร้อมที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนแผนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ด้านยุทธศาสตร์ในการทำตลาดของบริษัท ทั้งในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพรวมจำนวนกว่า 1,400 ห้อง
ชนินทธ์ โทณวณิก
โดยมีโรงแรมที่ลงนามในสัญญาและอยู่ระหว่างดำเนินการของกลุ่มดุสิตธานีอีกมากกว่า 50 แห่งทั่วโลก ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า และคาดว่าปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญของการเปิดโรงแรมใหม่ในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เมียนมา ซาอุดีอาระเบีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
โดยแผนดังกล่าวเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาโครงการโรงแรมในปี 2568 ซึ่งได้ลงนามสัญญารับจ้างบริหารโรงแรมใหม่ 24 แห่ง ทั้งเอเชีย ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ธุรกิจโรงแรมทั่วโลกอยู่ระหว่างการทบทวนแผนการขยายธุรกิจ จากแรงกดดันด้านต้นทุนการพัฒนาที่เพิ่มสูงขึ้น และความคาดหวังของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เรายังคงยึดแนวทางการเติบโตอย่างมีเป้าหมาย ผ่านกลยุทธ์ที่เน้นความชัดเจนของแบรนด์ และความสามารถในการนำโครงการออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับเจ้าของโครงการ
อย่างไรก็ตาม กลุ่มดุสิตธานียังคงใช้หลักความระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับคุณภาพของโครงการ โดยมุ่งเน้นโครงการปรับปรุงอาคารเดิม และโครงการบราวน์ฟิลด์ (Brownfield) ซึ่งมีระยะเวลาการพัฒนาสั้น สามารถสร้างผลตอบแทนได้เร็วกว่าโครงการกรีนฟิลด์ (Greenfield) แบบดั้งเดิม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ และการควบคุมคุณภาพการดำเนินงานในแต่ละตลาด
นายชนินทธ์กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านหลายโครงการ ที่มีทั้งการลงนามสัญญาและเปิดให้บริการภายในปี 2568 อาทิ ดุสิต โฮเทล เอจี พาร์ค (Dusit Hotel AG Park) เมืองเฉิงตู ประเทศจีน, ดุสิตดีทู เฟย์ดู มัลดีฟส์ (DusitD2 Feydhoo Maldives) และทานตะวันเต็นท์แคมป์ (Tantawan Tented Camp) จังหวัดเชียงราย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของดุสิตธานีในการดำเนินโครงการได้อย่างรวดเร็วนอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในระดับนานาชาติ โดยมีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ๆ ในกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ แบรนด์ เดวาราณา-ดุสิต รีทรีตส์ แบรนด์ ดุสิต คอลเลคชั่น และแบรนด์ดุสิต โฮเทลส์ ที่ช่วยขยายการเข้าถึงตลาดตั้งแต่กลุ่มลักเซอรี่ด้านสุขภาพ โรงแรมลักเซอรี่ที่มีเอกลักษณ์ ไปจนถึงกลุ่มลูกค้าระดับบน ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวและพันธมิตรด้านการลงทุนได้อย่างเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น
ปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นปีแห่งการขยายฐานในตลาดสำคัญหลายแห่งของกลุ่มดุสิตธานี ไม่ว่าจะเป็นการลงนามในสัญญารับจ้างบริหาร คาลิวาตู วิลล่าแอนด์เรสซิเดนซ์-ดุสิต คอลเลคชั่น ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกของกลุ่มในอินโดนีเซีย การต่อยอดความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่นด้วยการลงนามสัญญารับจ้างบริหาร วี โฮเทล-ดุสิต คอลเลคชั่น โรงแรมภายใต้แบรนด์ ดุสิต คอลเลคชั่น แห่งแรกในญี่ปุ่น ในขณะที่อินเดียมีการลงนามสัญญารับบริหารโรงแรมใหม่รวม 6 แห่ง
รวมถึงในตะวันออกกลางที่ดุสิตธานีขยายการดำเนินงานสู่ประเทศซาอุดีอาระเบียเป็นครั้งแรก ด้วยการลงนามสัญญารับจ้างบริหาร ดุสิตโฮเทล อัลอาฮซา ภายในโอเอซิสอัลอาห์ซา แหล่งมรดกโลกของยูเนสโก และการขยายธุรกิจในฟิลิปปินส์ที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง ผ่านโครงการ อาศัย คามายา โคสต์ และดุสิต กรีนฮิลส์ มะนิลา ขณะที่ในประเทศไทย บริษัทได้ลงนามในสัญญารับจ้างบริหาร ดุสิต สวีท ศรีราชา และเปิดให้บริการ ทานตะวันเต็นท์แคมป์ จังหวัดเชียงราย และส่งท้ายปี 2568 ด้วยการลงนามสัญญารับจ้างบริหาร เดอะ สแตรนด์ โฮเทล-ดุสิต คอลเลคชั่น และอาศัย ย่างกุ้ง (เมียนมา)
19/1/2569 ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ( 19 มกราคม 2569 )