info@icons.co.th 02 810 8892-6 216.73.216.181

‘แสนสิริ’ ลงทุนสวนกระแส ทุ่ม 5 หมื่นล้าน-ลุย New S-Curve

Residential News / ข่าวหมวดที่พักอาศัย

ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ผันผวนและกำลังซื้อตลาดอสังหาริมทรัพย์หดตัว บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ยักษ์อสังหาฯแถวหน้าของเมืองไทย ยังสามารถสร้างผลงานแข็งแกร่งในปี 2568 ด้วยยอดขาย 51,000 ล้านบาท ยอดโอน 36,700 ล้านบาท ปิดการขาย 29 โครงการ มูลค่า 28,800 ล้านบาท มีกำไร 3,029 ล้านบาท และสินทรัพย์สูงถึง 148,426 ล้านบาท

เดินหน้าลงทุน 5.1 หมื่นล้าน

“อุทัย อุทัยแสงสุข” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความยากลำบาก กระทบต่อเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว แต่แสนสิริยังเดินหน้าเปิด 24 โครงการ มูลค่า 52,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 11 โครงการ มูลค่า 25,280 ล้านบาท ขณะที่โครงการแนวสูง 13 โครงการ มูลค่า 26,720 ล้านบาท สร้างยอดขายได้ 51,000 ล้านบาท เติบโต 2% จากปี 2567 แบ่งเป็นยอดขายแนวสูง 25,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% แนวราบ 26,000 ล้านบาท ลดลง 17% และยอดโอน 36,700 ล้านบาท ลดลง 16% เป็นของแสนสิริ 30,300 ล้านบาท และร่วมทุน 6,400 ล้านบาท

ส่วนแผนธุรกิจในปี 2569 ตั้งเป้ายอดขาย 48,000 ล้านบาท และยอดโอน 39,000 ล้านบาท ผ่านการเปิดตัว 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท โดยเน้นกลุ่มลูกค้ากลาง-บน 80% เจาะกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ แบ่งเป็นการเปิดตัวแนวราบ 17 โครงการ มูลค่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งปรับกลยุทธ์และดีไซน์ใหม่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ พร้อมเดินหน้าแสนสิริคอมมิวนิตี้ ทำเลกรุงเทพกรีฑา เนื้อที่ 142 ไร่ ยังมีไฮไลต์เปิดพรีเซลโครงการนาราสิริ บรมราชชนนี และนาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา ในเดือนมีนาคมนี้

ขณะที่โครงการแนวสูงเปิด 16 โครงการ มูลค่า 26,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งโครงการพัฒนาใหม่และพร้อมอยู่ รวมถึงแบรนด์ใหม่อย่าง LOVE by Sansiri ซึ่งร่วมกับมิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) ประเดิมทำเลแรก เจริญนคร มูลค่า 6,300 ล้านบาท

“เราตั้งเป้ามูลค่าโครงการลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2568 แต่จำนวนโครงการเยอะขึ้น มูลค่าโครงการใกล้เคียงเดิม แสดงว่าแต่ละโครงการมีมูลค่าเล็กลง ไม่ได้ใหญ่โตมากและกระจายให้มากขึ้นในปีนี้ และทุกโครงการเรามีที่ดินพร้อมหมดแล้ว”

ขยายพอร์ตภูเก็ตต่อเนื่อง

“อุทัย” ยังบอกอีกว่า ในแผนยังเดินหน้าขยายพอร์ตในภูเก็ต ในทำเลหาดสุรินทร์ โดยจะเปิดตัวพูลวิลล่าแห่งแรกภายใต้ชื่อ The Tale Story One Bangjo มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท เปิดพรีเซลเดือนตุลาคมนี้ ราคาเริ่มต้น 40 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ และโครงการคอนโดฯโลว์ไรส์ RHEA จำนวน 295 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท รวมถึงยังนำแบรนด์ระดับตำนาน XT และ THE MONUMENT กลับมาทำตลาด ทำเลเอกมัย อยู่ระหว่างเอกมัยซอย 10-12 เพื่อเติมซัพพลายในเซ็กเมนต์คอนโดฯใจกลางเมือง นอกจากนี้ยังตอกย้ำความแข็งแกร่งในเซ็กเมนต์ลักเซอรี่ ด้วยโครงการพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์ VIA ถึง 3 ทำเล

“เป้ายอดพรีเซลปี 2569 ลดลงจากปีที่ผ่านมาเหลือ 48,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวสูง 23,000 ล้านบาท และแนวราบ 25,000 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนคอนโดฯค่อย ๆ สูงขึ้น การที่เป้ายอดพรีเซลปีนี้ย่อลงจากปี 2568 เราคิดว่าจะมานั่งดู High Quality ในยอดขายที่เป็นไปได้จริง ๆ หลังมีการคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะเติบโตต่ำกว่า 2% เพราะฉะนั้นอสังหาฯมันฝืนเศรษฐกิจไม่ได้”

ขณะที่เป้ายอดโอนสูงขึ้นอยู่ที่ 39,000 ล้านบาท ประกอบด้วยแนวสูง 17,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,000 ล้านบาทจากปีที่แล้ว ส่วนแนวราบลดลง 500 ล้านบาท เหลือ 21,500 ล้านบาท โดยปัจจุบันแสนสิริมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่ 19,700 ล้านบาท โดยจะรับรู้รายได้ในปีนี้ 10,000 ล้านบาท ยังมีคอนโดฯสร้างเสร็จใหม่อีก 10 โครงการ มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท มีสต๊อกพร้อมขายอีก 14,000 ล้านบาท รวมถึงการรุกโครงการใหม่รูปแบบพร้อมอยู่ในปีนี้ จะเป็นตัวเร่งการรับรู้รายได้ทันทีหลังการโอน

งัด 4 กลยุทธ์ตั้งรับ ศก.ผันผวน

ด้าน “ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ” ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บมจ.แสนสิริ กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯกำลังอยู่ในโหมดประคับประคองต่อเนื่องจากปัจจัยท้าทายอย่างหนี้ครัวเรือนที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ ทำให้ดีมานด์ในตลาดลดลงถึง 25% และการควบคุมสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ส่งผลต่อการเพิ่มซัพพลายในตลาด และกำลังกลับไปสู่จุดสมดุลใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกที่ยังซัพพอร์ตตลาด คือ ทิศทางดอกเบี้ยขาลง ที่ส่งผลต่อต้นทุน และเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น และกำลังซื้อต่างชาติที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ หลายประเทศอยากย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทย

ทำไมภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทาย แต่แสนสิริเองยังคงยืนหยัดในความสามารถและทำได้ตรงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ “ภูมิภักดิ์” วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะแสนสิริเปิดโครงการในตลาดที่มีศักยภาพและควบคุมสต๊อกคงค้างได้ดีในระดับที่ยังมีความแข็งแกร่งด้านการเงิน และกลุ่มลูกค้าของแสนสิริเป็นกลุ่มกลางถึงบน

ขณะเดียวกัน แสนสิริงัด 4 กลยุทธ์โดยใช้ความเชี่ยวชาญและการวางแผนที่แม่นยำฝ่าฟันศรษฐกิจผันผวน เริ่มจากกลยุทธ์แรก รุกตลาดระดับกลางถึงบนในสัดส่วน 80% โดยจะเลือกเปิดในทำเลที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของผู้บริโภค และบริหารจัดการสต๊อกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อรักษาสภาพคล่อง

“2 ปีที่ผ่านมา เราเปิดโครงการ 50,000 ล้านบาท แต่สต๊อกคอนโดฯตอนต้นปี 2568 เหลือ 3,200-3,400 ยูนิต ผ่านมา 1 ปี ตอนนี้ยังอยู่ในระดับนี้ ส่วนแนวราบสต๊อกปีที่แล้ว 1,000 ยูนิต ระบายสต๊อกได้ดี ผ่านมาตอนนี้เหลือ 800 ยูนิต หมายความว่า เราไม่มีซัพพลายส่วนเกิน ขณะที่ซัพพลายใหม่ที่เราโฟกัสก็อยู่ในเซ็กเมนต์ที่ได้รับผลกระทบน้อยจากสภาวะเศรษฐกิจ”

กลยุทธ์ที่ 2 ขยายส่วนแบ่งการตลาด ด้วยจุดแข็งในด้านการออกแบบ คุณภาพโครงการ บริการหลังการขาย ตลอดจนมุ่งเน้นทางด้านความยั่งยืน ผ่านการส่งมอบสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึก สร้างมูลค่าเพิ่มที่เหนือกว่าในระยะยาวผ่านบริหารจัดการที่อยู่อาศัยด้วยทีมงานมืออาชีพ ตอบโจทย์ทุกการดูแลจากบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ และ LIV-24

กลยุทธ์ที่ 3 แตกไลน์ธุรกิจใหม่ ปั้น New S-Curve จากธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ต่อยอดความสำเร็จธุรกิจรับสร้างบ้าน “ต้นแบบ Crafted by Sansiri” โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้น 100% จาก 250 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาท พร้อมจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจศักยภาพสูงอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่จาก 15% เป็น 25% ภายใน 5 ปี

“ไม่ว่าบริษัทใดก็ตาม หากยึดติดกับเดิม ๆ นานก็มีความเสี่ยง คิดว่าเราวางแผนให้รายได้อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจอสังหาฯ โดยเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่ 15% เป็น 25% คิดง่าย ๆ ตอนนี้รายได้ 4,000 ล้านบาท โตไป 25% ก็คือ 10,000 ล้านบาทแล้ว”

กลยุทธ์สุดท้าย ขยายการร่วมทุน (Joint Venture) กับพันธมิตรที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบแสดงฐานะการเงิน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับทุกโอกาสการเติบโตในอนาคต

จากปัจจุบันแสนสิริร่วมทุนกับ 4 บริษัท และตั้งเป้าเปิดตัวโครงการร่วมกัน ได้แก่ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) 1 โครงการ มูลค่า 4,400 ล้านบาท, บริษัท โตคิว ดีเวลลอปเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด 6 โครงการ มูลค่า 15,600 ล้านบาท, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด 7 โครงการ มูลค่า 11,000 ล้านบาท และบริษัท มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด 5 โครงการ มูลค่า 20,800 ล้านบาท

26/1/2569  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ( 26 มกราคม 2569 )

โฆษณาแบนเนอร์