เร่งหัวจักรไฟฟ้า! รถไฟเตรียมนำร่อง 4 เส้นทางเชื่อม กทม.

Transportation News / ข่าวหมวดระบบขนส่ง

“อาคม” สั่งรถไฟฯ ศึกษาใช้หัวรถจักรไฟฟ้า 4 สายนำร่อง พร้อมยกระดับปรับรูปแบบการให้บริการ 4 กลุ่มลูกค้า ทยอยชงทางคู่เฟส 2 เข้า ครม.ใน เม.ย.นี้ ส่วนทางคู่เฟส 3 เร่งศึกษาและออกแบบ เพิ่มอีก 14 สายฟีดเดอร์เชื่อมเมืองภูมิภาคกับสายหลัก เผยปี 66-70 โครงข่ายทางคู่เสร็จเพิ่มศักยภาพขนส่งสินค้าทางรางเพิ่มเป็น 30 ล้านตัน ขนผู้โดยสารเป็น 70 ล้านคน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและให้นโยบายการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงการปฏิรูปรถไฟเพื่อยกระดับบริการ และลดต้นทุนด้านลอจิสติกส์ ซึ่งจะมีการเพิ่มบทบาทการขนส่งสินค้า โดยปัจจุบันมีปริมาณสินค้าที่ใช้รถไฟขนส่งประมาณ 10 ล้านตันหรือเพียง 1 ใน50 ของปริมาณสินค้าทั้งหมด 500 ล้านตัน ซึ่งคาดว่าเมื่อการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 แล้วเสร็จจะเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าทางรถไฟได้เป็น 20 ล้านตัน และเมื่อก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 แล้วเสร็จในปี 2565-2566 จะสามารถเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าเป็น 30 ล้านตัน หรือไม่เกินปี 2570 ทั้งนี้จะต้องขึ้นกับจำนวนหัวรถจักรและแคร่สินค้าที่จะต้องเพิ่มขึ้นด้วย

ส่วนบทบาทด้านการเดินทางของผู้โดยสารนั้น การก่อสร้างรถไฟทางคู่เป็นการเพิ่มโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเมื่อเดือน ธ.ค. 2560 ได้ลงนามสัญญากับผู้รับเหมาเพื่อก่อสร้างแล้ว 7 เส้นทาง จะเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งผู้โดยสารได้อีกด้วย โดยปัจจุบันมีผู้โดยสารใช้บริการรถไฟประมาณ 35 ล้านคนต่อปี คาดว่าปี 2570 เมื่อรถไฟทางคู่เสร็จหมดจะเพิ่มการขนส่งผู้โดยสารเป็น 70 ล้านคน หรือมากขึ้นอีก 2 เท่า

นอกจากนี้ ได้ให้นโยบายในการปรับประเภทการให้บริการรถไฟใหม่ จากปัจจุบันที่มีประเภทรถด่วน รถด่วนพิเศษ รถเร็ว รถธรรมดา รถชานเมือง ฯลฯ เป็นรถไฟใน 4 รูปแบบ คือ 1. แบบ Premium Train สำหรับการเดินทางที่ต้องการใช้เวลาน้อยที่สุด ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-เชียงใหม่ ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงครึ่ง 2. แบบ Overnight Train สำหรับการเดินทางไม่เร่งรีบมาก ใช้รถไฟปกติซึ่งปัจจุบันเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ได้ปรับลดเวลาเดินทางจาก 14 ชม.เหลือ 12 ชม. จากการปรับปรุงทางเปลี่ยนรางและหมอนคอนกรีต ทำให้รถเพิ่มความเร็วได้เป็น 80-90 กม./ชม. ในอนาคตเมื่อรถไฟทางคู่แล้วเสร็จจะลดระยะเวลาเดินทางเหลือ 7 ชม.เท่านั้น สามารถปรับตารางการเดินทางให้สอดคล้องกับความต้องการผู้โดยสารได้มากขึ้น

3. ประเภทรถไฟบริการระหว่างเมือง เช่น กรุงเทพฯ-นครสวรรค์, กรุงเทพฯ-ขอนแก่น, กรุงเทพฯ-บุรีรัมย์ หรือจากบุรีรัมย์-สุรินทร์, บุรีรัมย์-อุบลราชธานี, ขอนแก่น-หนองคาย เป็นต้น ซึ่งเป็นรถไฟที่ไม่ต้องการความเร็วมากนัก 3. ประเภทรถไฟชานเมือง รถไฟในเมือง หรือ Commuter Train เช่นรถไฟสายสีแดง ซึ่งในแต่ละประเภทจะแบ่งชั้นในการให้บริการเป็นชั้นธุรกิจ ชั้นประหยัด ได้อีก

รถไฟทางคู่ระยะที่ 1 ระยะทาง 993 กม. ทยอยเสร็จปี 63-65

สำหรับการลงทุนในการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่นั้น เส้นทางในระยะที่ 1 ระยะทาง 993 กม. วงเงิน 113,660 ล้านบาทนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างในช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น มีความคืบหน้า 52% กำหนดแล้วเสร็จ ก.พ. 2562 ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย สัญญา 1 คืบหน้า 66% แล้วเสร็จ ก.พ. 2562 สัญญาที่ 2 งานอุโมงค์ คืบหน้า 98% แล้วเสร็จ ก.พ. 2561

ส่วนรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 จำนวน 9 สัญญาที่ได้ลงนามไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2560 นั้น ได้ทยอยเริ่มต้นก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2561 โดยจะแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปี 2565 ส่วนช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ สัญญา 2 ที่มีการปรับแบบนั้น จะเสนอ ครม.ขออนุมัติได้ในเดือน ส.ค. 2561

สำหรับรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 และสายใหม่ ระยะทาง 2,174 กม. วงเงิน 427,012 ล้านบาท ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ และช่วงบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม คาดว่าจะเสนอ ครม.ได้ในเดือน มี.ค. 2561 ส่วนอีก 7 เส้นทางอยู่ระหว่างทำข้อมูลเพิ่มเติมให้สภาพัฒน์ฯ คาดว่าจะเสนอ ครม.ได้ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2561 เป็นต้นไป

***สั่งปรับแผนเร่งศึกษาทางคู่ระยะ 3 เชื่อมฟีดเดอร์กับสายหลัก

ส่วนรถไฟทางคู่ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นทางรถไฟสายใหม่ที่เป็นฟีดเดอร์ 14 เส้นทาง วงเงินประมาณ 501,455 ล้านบาท ได้เร่งรัดให้ ร.ฟ.ท.ศึกษาออกแบบให้เสร็จในปี 2561-2562 เช่น ช่วงบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม, แม่สอด-ตาก-กำแพงเพชร-นครสวรรค์, ช่วงนครสวรรค์-บ้านไผ่, ศรีราชา-ระยอง, มาบตาพุด-ระยอง-จันทบุรี-ตราด, กาญจนบุรี-บ้านพุน้ำร้อน, กาญจนบุรี-สุพรรณบุรี-บ้านภาชี, อุบลราชธานี-ช่องเม็ก, ศรีสะเกษ-ยโสธร-ร้อยเอ็ด, เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ, ชุมพร-ระนอง,สุราษฎร์ธานี-ดอนสัก, สุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น, ทับปูด-กระบี่

***เตรียมศึกษาใช้หัวรถจักรไฟฟ้า 4 สายนำร่อง

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้การรถไฟฯ ยกระดับบริการจากรถไฟดีเซลเป็นรถไฟฟ้าเพื่อลดปัญหามลพิษ ซึ่ง ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างศึกษาการใช้หัวรถจักรไฟฟ้า เบื้องต้นจะนำร่อง 4 เส้นทาง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา, กรุงเทพฯ-หัวหิน, กรุงเทพฯ-นครสวรรค์, กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา เนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีศักยภาพในการยกระดับเป็นหัวจักรไฟฟ้า ซึ่งในเส้นทางจะมีบริการรถไฟดีเซลในปัจจุบันร่วมด้วย

ทั้งนี้ รถไฟยังต้องจัดหาหัวรถจักรและแคร่ให้เพียงพอต่อการให้บริการ ซึ่งได้เร่งรัดให้เร่งประกวดราคาหาผู้บริหารสถานีไอซีดี ลาดกระบัง และเร่งการหารือร่วมกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ในการเดินรถไฟเข้าในท่าเรือแหลมฉบังรองรับโครงการศูนย์ขนถ่ายสินค้าทางราง (SRTO) ซึ่ง กทท.จะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือน ก.ค. 2561

ส่วนการเพิ่มบุคลากรนั้น ร.ฟ.ท.ได้เสนอของยกเว้นมติ ครม.เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2541 ที่จำกัดการรับพนักงานเพิ่มได้ 5% ของพนักงานเกษียณอายุ ซึ่งได้เสนอเรื่องมายังกระทรวงคมนาคมแล้วเตรียมเสนอ ครม.ต่อไป นอกจากนี้จะมีการยกระดับโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ และการตั้งสถาบันวิจัยพัฒนาระบบราง

ด้านนายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่าฯ ร.ฟ.ท. กล่าวว่า เรื่องการเดินรถไฟฟ้า ใน 4 เส้นทางนั้นได้ตั้งงบศึกษาและออกแบบไว้แล้วประมาณ 100 ล้านบาทเศษ เพื่อคัดเลือกเส้นทางที่จะออกแบบ เนื่องจากต้องลงทุนในการติดตั้งเสาไฟฟ้า และสร้างโรงไฟฟ้าสำหรับจ่ายไฟฟ้าด้วย

16/2/2561  MGR Online (16 กุมภาพันธ์ 2561)

ผู้สนับสนุน