เปิดข้อห้าม ผังเมืองอีอีซี กันพื้นที่ดูแลแหล่งน้ำ-เกษตรกรรม

Industrial News / ข่าวหมวดงานอุตสาหกรรม

กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการจัดทำร่างผังเมืองรวมเขตพัฒนาภาคตะวันออกหรืออีอีซี ที่ขณะนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.)และกรมโยธาธิการและผังเมือง อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความเห็นร่างแผนผังการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อมาปรับปรุงบางส่วนในการจัดสรรการใช้ประโยชน์ในที่ดินใหม่ ที่คาดว่าในเร็วๆ นี้การจัดทำร่างดังกล่าวจะแล้วเสร็จ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบได้ราวเดือนกรกฎาคม 2562 นี้ และคาดว่าจะประกาศบังคับใช้ผังเมืองรวมอีอีซีได้ในเดือนสิงหาคม 2562สำหรับรายละเอียดหลักๆ ของผังเมืองรวมอีอีซีดังกล่าว จะมีการแบ่งเป็นพื้นที่สำหรับเขตชุมชนเมือง 1.35 ล้านไร่ เขตอุตสาหกรรม 4.06 แสนไร่ เขตเกษตรกรรม 5.21 ล้านไร่ และส่วนพื้นที่อนุรักษ์ 8.38 แสนไร่โดยแต่ละเขตพื้นที่จะมีข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ของที่ดินไว้ ห้ามเข้าใกล้พื้นที่อนุรักษ์ทั้งนี้ เขตพัฒนาอุตสาหกรรม มีการกำหนดพื้นที่เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย และที่ดินประเภทพัฒนาอุตสาหกรรม โดยจะต้องอยู่ห่างพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยรอบรัศมี 1 กิโลเมตร อยู่ห่างพื้นที่ชายฝั่งทะเลในระยะ 100 เมตร อยู่ห่างแหล่งนํ้า แม่นํ้า ลำคลอง ไม่น้อยกว่า 100 เมตรในเขตเมือง/ชุมชน และไม่น้อยกว่า 500 เมตรในเขตชุมชน/เกษตรกรรม และนิคมอุตสาหกรรมหรือสวนอุตสาหกรรม ที่จะเข้ามาตั้ง จะต้องจัดทำพื้นที่แนวกันชนหรือแนวป้องกันมลพิษ เพื่อเป็นแนวป้องกันให้เกิดความปลอดภัยต่อพื้นที่ชุมชนโดยรอบ ขณะที่การอยู่อาศัยพาณิชยกรรม ต้องเป็นไปเพื่อสวัสดิการของพนักงานในโรงงานเท่านั้น รวมทั้ง การใช้ประโยชน์ที่ดินริมฝั่งแม่นํ้าสายหลัก เช่น แม่นํ้าบางปะกงแม่นํ้าระยอง ต้องมีระยะห่างจากแนวเขตริมฝั่งแม่นํ้าประมาณ 100-500 เมตร จำกัดการตั้งอาคารสูงส่วนพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนชนบทกำหนดพื้นที่ที่มีศักยภาพเหมาะสมต่อการเกษตร เพื่อรักษาแหล่งผลิตอาหารของเมือง และเป็นพื้นที่ฉนวนป้องกันการขยายตัวของเมือง จะเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อเนื่องมาทางด้านตะวันออกของจังหวัดชลบุรี และลงมาทางด้านชายฝั่งทะเลตอนล่างของจังหวัดระยอง เป็นเขตพื้นที่ชลประทาน พื้นที่เกษตรกรรมชั้นดีในจังหวัดฉะเชิงเทรา พื้นที่ตอนกลางของภาค และพื้นที่ปลูกผลไม้เมืองร้อนในจังหวัดระยอง ให้ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือเกี่ยวข้องกับเกษตรกรรม โดยห้ามมีการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม การอยู่อาศัย ดำเนินงานได้เฉพาะการจัดสรรสำหรับบ้านเดี่ยวได้เท่านั้น และห้ามก่อสร้างที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม ที่เป็นอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่หรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ

เว้นห่างริมแม่นํ้า 500 เมตรขณะที่พื้นที่อนุรักษ์ป่าไม้ จะอยู่ในพื้นที่ อาทิ อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี และอ.เขาชะเมา จ.ระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขา แหล่งต้นนํ้า รวมถึงพื้นที่การอนุรักษ์ป่าไม้บริเวณชายฝั่งทะเล หมู่เกาะได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง เป็นต้น จะห้ามจัดสรรที่ดินทุกประเภท หากเป็นพื้นที่ของเอกชนที่ครอบครองตามกฎหมายอยู่แล้ว ห้ามมิให้มีการก่อสร้างอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่ เป็นต้นรวมทั้ง เพื่อเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศ ในการประกอบกิจการได้กำหนดหลักเกณฑ์ระยะถอยร่นพื้นที่แหล่งนํ้าสาธารณะที่เป็นแหล่งนํ้าสายหลัก เช่น แม่นํ้าและคลองขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญด้านการสาธารณูปโภค และการระบายนํ้า เช่น แม่นํ้าบางปะกง แม่นํ้าระยอง คลองระบบ คลองสียัด คลองหลวง กำหนดให้มีระยะถอยร่น 100-500 เมตร แหล่งนํ้าสายรอง ซึ่งเป็นคลองที่มีความสำคัญในการระบายนํ้าลงสู่ทะเล เช่น คลองโพล้ คลองชะเมา ห้วยภูไทร กำหนดให้มีระยะถอยร่น 50-100 เมตร และอ่างเก็บนํ้า กำหนดให้มีระยะถอยร่นไม่น้อยกว่า 500 เมตรเอกชนจี้แก้ร่างผังเมืองนายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ และในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิทางเศรษฐกิจจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ร่างผังเมืองที่อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความเห็นนั้น เป็นเพียงผังโครงร่างระดับนโยบาย ยังไม่สามารถกำหนดรายละเอียดข้อกำหนดชัดเจนได้ จำเป็นต้องปรับอีกพอสมควร ถือได้ว่าเป็นผังสีที่มีความยืดหยุ่นสูงกว่าที่ผ่านมา ส่วนข้อกำหนดในรายละเอียดการใช้พื้นที่ ที่ยังไม่สามารถลงไปในรายละเอียดในการใช้พื้นที่แต่ละพื้นที่ได้นั้น จะต้องรอให้ทางกรมโยธาธิการฯออกผังเมืองรวมและผังเมืองเฉพาะก่อน จึงขอให้ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ ติดตามมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด เพราะการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นการกำหนดแนวทางความเจริญและความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ในอนาคต“ตามข้อกำหนดการใช้พื้นที่ในรายละเอียดจะมีการกำหนดภายหลังภายใต้พระราชบัญญัติการผังเมือง 2562 ที่จะกำหนดใช้ภายในก่อนสิ้นปีนี้ โดยจะมีการกำหนดชัดเจนในผังเมืองรวม และผังเมืองเฉพาะ ที่จะมีข้อกำหนดในรายละเอียดลงทุกพื้นที่ต่อไป”

22/6/2562  ฐานเศรษฐกิจ (22 มิถุนายน 2562)

ผู้สนับสนุน