เมเจอร์ ล้ม 5 โครงการ มุ่งระบายสต๊อกคอนโดฯ

Residential News / ข่าวหมวดที่พักอาศัย

เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ยอมรับโควิดสะดุดแผนเปิดโครงการใหม่ ถอย 5 โครงการ 2 หมื่นล้านไปปีหน้า ปรับแผนเร่งเคลียร์สต๊อกแทน

นางสาวเพชรลดา พูลวรลักษณ์ กรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจ ว่า สถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์นั้น ทำให้บริษัทตัดสินใจ ชะลอเปิดโครงการใหม่รวมจำนวน 5 โปรเจ็กต์ มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 2 โครง การ และคอนโดมิเนียมอีก 3 โครงการ ไปยังแผนช่วงปี 2564 แทน เนื่องจาก ประเมินแล้วว่า ประเทศไทยอาจต้องอยู่กับภาวะดังกล่าวไปอีกระยะ ผลกระทบด้านกำลังซื้อคงซึมยาว ฉะนั้น จำเป็นต้องโฟกัสไปยัง การรับรู้รายได้ และระบายสต๊อกให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทปรับรูปแบบการทำการตลาด ผลักดันแคมเปญ โปรโมชันต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อคาดหวังให้เกิดยอดขาย เคลียร์สินค้าพร้อมอยู่ โดยเฉพาะแคมเปญ “Secret Deal โปรลับ ดีลพิเศษ” ซึ่งเป็นการลดราคาสูงสุด 30-40% และได้รับการตอบรับสูงจากกลุ่มลูกค้า จนทำให้สต็อกพร้อมอยู่ที่เคยมีสูงถึง 1 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ลดลงเหลือเพียง 8 พันล้านบาทเท่านั้น โดยช่วงไตรมาสแรกของปี สามารถสร้างยอดรับรู้รายได้ ได้ถึง 2 พันล้านบาท ขณะไตรมาส 2 คาดตัวเลขจะเติบโตดีกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 40% รวมขายหมดปิดโครงการแล้ว 5 โครงการ มูลค่า 700 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลทำให้เป้าหมายรายได้ทั้งปี 2563 อาจไม่ได้ชะลอลดลงตามภาวะตลาด และคงอยู่ในระดับทรงตัวใกล้เคียงกับปี 2562

“เป้าหมายขณะนี้ คือ การระบายสต๊อกคอนโดฯ ให้ได้มากที่สุด เพื่อปีหน้า จะโฟกัสกับโครงการใหม่ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากต้องยอมรับว่า ตอนนี้ไม่ใช่ไทม์มิ่งที่เหมาะสมในการเปิดคอนโดฯอย่างยิ่ง”

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากที่ผ่านมา มีที่ดินจำนวนมากเข้ามาในมือ โดยบางแปลงอยู่ในทำเลศักยภาพหายาก แต่ติดข้อจำกัด โดยเฉพาะการนำมาพัฒนาคอนโดฯ ขณะเดียวกัน พบข้อมูลจากลูกค้าเก่า โดยมีบางส่วนต้องการสินค้าที่อยู่ในโลเคชั่นใจกลางเมือง พื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ 400 ตร.ม. ขึ้นไป ประกอบกับ เล็งเห็นว่า ตลาดอสังหาฯยังมีโอกาส ในตลาดแนวราบระดับซูเปอร์

ลักชัวรี เนื่องจากพบมีดีมานด์ความต้องการสูงทั้งสม่ำเสมอ ทั้งช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด หรือมีโควิดแล้วก็ตาม เพราะกลุ่มลูกค้ามีความอ่อนไหวต่อปัจจัยเศรษฐกิจต่ำกว่าตลาดอื่นๆ และเป็นตลาดที่ไม่ค่อยมีซัพพลายใหม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในทำเลทองใจกลางเมืองหายาก อย่างย่านสุขุมวิท และอารีย์ จึงมองเป็นโอกาสสำคัญ ในการเปิดตัวแบรนด์บ้านแฟล็ก ชิพระดับซูเปอร์ลักชัวรี “Malton Private Residences” รวม 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.15 พันล้านบาท รวม 15 ยูนิต ราคามากกว่า 62 ล้านบาท (เฉลี่ย 1.5 แสนบาทต่อตารางเมตร) ซึ่งจะเป็นเพียง 2 โครงการที่เปิดใหม่ในปีนี้ และนับเป็นการกลับมาพัฒนาแนวราบตลาดซูเปอร์ลักชัวรีในรอบ 20 ปีของบริษัทอีกด้วย โดยหวังจะเป็นส่วนในการช่วยผลักดันยอดขายและรายได้ของธุรกิจในปี 2563 อีกทาง

“แบรนด์บ้านแพง เป็นอีก Ready to move in ทางรายได้ของบริษัท จากมูลค่าต่อยูนิตราคาสูง นอกจากแคมเปญกระตุ้นการปิดโครงการในกลุ่มคอนโดฯแล้ว 2 โครงการเปิดใหม่ดังกล่าว ก็คาดจะสามารถปิดการขายได้ภายในปีนี้ หลังจากล่าสุดมีการซื้อเซ็นสัญญาแล้วรวม 4 ยูนิต และอยู่ระหว่างพูดคุยอีกหลายหลัง ชูจุดเด่นความชำนาญ และทำเลที่ตั้ง ที่ไม่มีแม้แต่คู่แข่ง”

ทั้งนี้ บริษัท ยังอยู่ระหว่างการเฟ้นหาที่ดินหายากในทำเลอื่นๆ โดยเฉพาะในไพร์มโลเคชั่น ซึ่งมีการวางเงินและพิจารณาไว้บางส่วน เพื่อหวังต่อยอดพัฒนาสินค้าในกลุ่มดังกล่าว ในรูปแบบและแบรนด์ใหม่ๆ ควบคู่กับการวางแผนพัฒนาคอนโดมิเนียมในอนาคตอีกด้วย

24/7/2563  ฐานเศรษฐกิจ (24 กรกฎาคม 2563)

พื้นที่โฆษณา